Archive for My Diary

2012 – เรือโนอาร์สร้างด้วยไม้จริงหรอ?

ถ้าเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมโลกจริงตามแบบในภาพยนต์เรื่อง 2012 แล้วลองมานั่งคิดๆดูกันต่อดีกว่านะครับว่ามนุษย์จะเป็นอย่างไร? แน่นอนผมว่าหากสมัยก่อนเรือโนอาร์ตามตำนานสร้างด้วยไม้แล้ว เจอคลื่นซึนามิก็คงพังไปตั้งแต่น้ำเริ่มจะกระแทกเรือแล้วล่ะครับ ผมก็เลยเกิดข้อสงสัยว่า “เรือโนอาร์ในตำนานนั้นอาจจะไม่ได้สร้างด้วยไม้”

ผมไม่มีหลักฐานให้พิสูจน์หรอกเพราะผมเป็นคนคิดแปลกประหนึ่งเหมือนไอไสตน์ที่คิดค้นสูตร e=mc2 โดยไม่ต้องมีห้องทดลอง ใช้จินตนาการของตัวเองล้วนๆ ซึ่งสมัยเดียวกันนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับแค่ว่ามันเป็นทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่มาจากจินตนาการก็สามารถทำลายเมืองฮิโรชิม่ากับนางาซากิในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว 

 มนุษย์ในสมัยอดีตนั้นอาจจะสามารถสร้างยานที่บังคับด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความแข็งแรงทนทานทำจากเหล็ก โลหะ ได้ไม่ต่างกับบ้านเราในสมัยนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อคนบางกลุ่มอยู่รอดจากภับพิบัติจากตอนนั้นมาแล้ว ทำไมในบันทึกต่างๆถึงบอกว่า เรือโนอาร์ทำจากไม้ และก็ไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อน แล้วถ้ามีเรื่องแปลกๆก็จะโยนให้กับมนุษย์ต่างดาวเป็นผู้คิดค้นแล้วมาบอกคนบนโลก

ผมเชื่อว่าถ้ามนุษย์เพียงแค่ไม่กี่หมื่นกี่แสนคนที่รอดชีวิตจากการทำลายล้างของธรรมชาติ แน่นอนว่าทรัพย์กรมนุษย์และธรรมชาติจะต้องลดลง ซึ่งส่งผลต่อเทคโนโลยีที่การพัฒนาต้องสะดุดลง คนจะเข้าไปอยู่ในวิถีของการสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ ไม่มีโรงผลิตปูน บ้านจะต้องถูกสร้างจากทรัพยากรใหม่ๆเช่น การตัดไม้ หรือ หิน ที่พอจะหามาได้ แต่สิ่งที่จะอยู่ต่อไปนั้นก็คือเรื่องเล่า ความเชื่อและศาสนา

ต้องอย่าลืมว่ามนุษย์นั้นอายุสั้น คนอายุ 30-40 ปีที่รอดชีวิตนั้น ถึงจะมีความรู้ทางด้าน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่คงไม่มีเวลาและไม่มีแรงงานที่จะช่วยสร้างสรรค์เทคโนโลยีมากหรอก แค่ทำให้ชีวิตตัวเองอยู่รอดก็ยากลำบากแล้ว สิ่งที่เขาจะทำได้นั้นก็คือ ทำการบันทึกให้ลูกหลานเขาเห็นว่า ในสมัยที่เขามีชีวิตอยู่นั้นเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในสมัยของเขา อะไรเป็นเครื่องไม้เครื่องมือวิทยาการที่ใช้กัน สุดท้ายคนกลุ่มที่รอดชีวิตมาก็มีชีวิตอยู่ไม่กี่ปี ลูกหลานเขาก็จะเล่ากันต่อๆมา เปลี่ยนแปลงไปตามยุคที่เขาเห็นบ้าง

พอผ่านไปซัก 5,000 ปี บันทึกต่างๆก็อาจจะหายไป เสื่อมลงตามการเวลา ที่ว่าเรือที่สร้างไว้เพื่อหนีน้ำท่วมโลกนั้น เมื่อคนรุ่นหลังมาอ่านก็คงจะจินตนาการไม่ออกหรอกว่าเรือนั้นเป็นอย่างไร แต่คงจะมองว่าสมัยเขากำลังสร้างเรือจากไม้ ด้วยองค์ความรู้ที่ทราบแค่นั้นก็คงเข้าใจว่าเรือก็คงเป็นไม้นั่นแหละ ไม่น่าจะเป็นวัสดุอื่นเพราะเขาไม่รู้จัก

ส่วนเรื่องเทคโนโลยีต่างๆที่บรรพบุรุษสร้างไว้ บันทึกไว้ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องลึกลับ Mystery หรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่องทางไสศาสตร์ไป เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าเราอาจจะดูถูกคนสมัยก่อนไม่ได้ว่าไม่มีเทคโนโลยี เขาอาจจะมีสูงกว่าเราในวันนี้เพียงแต่มันถูกทำลายล้างกันไปตามกาลเวลา ต้องอย่าลืมนะครับว่าโลกเราอายุที่เขาคาดการกันไว้ก็คือ 4 พันล้านปี จากอาณาจักรอียิปต์ถึงปัจจุบันก็แค่ 4 หมื่นปีเอ๊ง สั้นจะตาย

ต่อไปเวลาผมอ่านบันทึกความเชื่อทางศาสตร์ ที่มีเรื่องปฏิหารเกิดขึ้นอาจจะต้องมานั่งมองว่า นั่นคือเทคโนโลยีสมัยนั้นหรือเปล่า? เช่นหากมีพระท่านหนึ่งใช้พลังกระแสจิตในการสื่อสารเพื่อบอกให้คนอีกเมืองหนึ่งทราบภัยพิบัติ นั่นอาจจะหมายถึงการใช้โทรศัพท์มือถือในโลกโบราณก็ได้ หรือไม่การใช้พลังปฏิหารส่องแสงไฟในถ่ำของนักบวชนั้น ก็อาจจะตีความได้ว่ากำลังใช้ไฟฉายส่องนำทางก็ได้ เพียงแต่คนสมัยต่อมาเป็นอย่างไร

อย่างงี้แสดงว่าจรวดมีจริงอะเปล่า?

Leave a comment »

แก็งค์ต้มต๋นทางโทรศัพท์

วันก่อนได้รับ SMS มาเข้าใจว่าน่าจะเป็นในเรื่องของการต้มตุ๋นหลอกลวงเหมือนในข่าว โดยพวกต้มตุ๋นเนี่ยจะบอกว่าเราเป็นหนี้ของธนาคารแล้วให้เราติดต่อกลับโดยอ้างชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งนี่ก็เป็นการดีที่เราจะลองทดสอบว่าพวกนี้ทำอย่างไร พอเราโทรกลับก็พบว่ามีการให้เสียงให้สัญญาณให้คำพูดที่น่าเชื่อถือแถมแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้อง แต่เขาคงรู้ว่าผมท่าจะจับได้เลยบอกว่าส่ง SMS ให้ลูกค้าผิดคน ผมไม่คิดว่าทางธนาคารจะทำ Process แบบนี้หรอก แต่ถ้าในอนาคตเขาเกิดอัดเสียงทำรายการเหมือนกับ Call Center Voice Channal จริงๆก็คงจะมีคนเผลอกดเลขต่างๆไปไม่น้อยอยู่

ซึ่งผมได้โทรไปที่ธนาคารที่อ้างถึงเช่นเดียวกันเพื่อเช็คข้อมูลอีกรอบ อย่างน้อยก็ให้รู้ว่าผมไม่มีหนี้จริงๆกันซึ่งทางธนาคารดังกล่าวก็แจ้งว่าไม่มี ผมจึงถามทางธนาคารว่าในเมื่อมีการแอบอ้างชื่อธนาคารลักษณะดังนี้ทางธนาคารจะไม่ Take Action กับพวกที่ทำลายชื่อเสียงธนาคารแบบนี้เลยหรือ แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารก็แจ้งว่าเขาได้รับปัญหาร้องเรียนลักษณะนี้ทุกวัน หลากหลายรูปแบบจึงไม่สามารถเข้าไปเคลียร์ปัญหาได้ ทำได้แค่บอกว่าเราควรจะระวังตัวก็พอ ธนาคารไม่มีมาตราการใดๆเลย

ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าในเมื่อธนาคารไม่มีหน้าที่ต้อง Take Action ดังนี้ผมจึงต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปรึกษา 191 ดูว่าเราจะสามารถจัดการอย่างไรกับแก็งค์ต้มตุ๋นแบบนี้ได้บ้าง ทางตำรวจที่รับสายบอกว่าเรื่องแบบนี้ต้องไปแจ้ง สน.ใกล้บ้าน แล้วทาง สน.จะแจ้งกับต้นสังกัดของเครือข่ายบริการมือถือเพื่อติดตามคนร้าย ผมจึงถามว่าทางตำรวจไม่มีเบอร์กลางที่จะรับแจ้งปัญหาบ้างหรือ? เขาก็บอกว่าผมจะต้อง Walk in ไปยัง สน. ซึ่งนี่แหละทำให้ผมคิดว่าทำไมแก็งค์พวกนี้ถึงไม่ตายจากโลกเราไปซักที การที่ผมนั่งอยู่ใน Office นั้นจะต้องเดินไปแจ้งที่ สน. ก็เสียเวลาอยู่เพราะก็ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผมกลัวคนอื่นจะโดนบ้างจึงมีการแจ้งทางโทรศัพท์ไป สุดท้ายผมเห็นว่าแจ้งทางโทรศัพท์ไม่ได้ ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากก็เลยไม่ได้ไป สน.

จริงๆผมว่าตำรวจน่าจะ Proactive มากกว่านี้ ควรรับเรื่องอะไรงี้ไว้แล้วไปจัดการกันเองต่อ มี Channel ดีๆซักอันเพื่อรับเรื่องไปดำเนินการตรวจสอบในเบื้องต้นบ้าง แต่นี่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหน่วยงานภาครัฐถึงสร้างช่องทางบริการให้กับประชนแปลกๆแบบนี้ ไม่ Pro อย่างแรงเลยครับ เข้าใจครับว่ามันมีกระบวนการอย่างชัดเจนในการติดตาม แต่ในยุคของการแข่งขันทุกอย่างต้องเร็วตามกันก็ต้องทำไม่ใช่หรอและมันไม่จำเป็นว่าต้องมีช่องทางเดียว ผมว่าระบบพวกนี้พัฒนาได้เสมออยู่แล้วล่ะ

เห็นแล้วน่าเบื่อจังครับถ้าสังคมไม่ช่วยกันดูแล พูดกันแค่ว่าต้องระวังตัวกันเอง อย่างงี้มันไม่เจริญหรอก สุดท้ายงานนี้แก็งค์นี้ก็คงลอยนวลอยู่ดี

Leave a comment »

Protected: เรื่องเหงาๆ เศร้าๆ ของผม

This post is password protected. To view it please enter your password below:

Enter your password to view comments.

เรื่องขำขัน : ตำรวจไทย แทคซี่ และ ป้ายรถเมล์

ชีวิตประจำวันของผมในช่วงหลังเลิกงานนั้นก็คือการไปออกกำลังกายเล่น Fitness ที่ห้างแถวๆบ้าน ซึ่งผมเองก็เดินโดยรถประจำทางแบบธรรมด๊า ธรรมดา เพราะห้างมันอยู่ห่างจากบ้านผมแค่ 2 ป้ายรถเมล์ ปกติจะเล่น Fintess ประมาณช่วงเวลา 19.00-22.00 ทุกๆครั้งเวลาเดินทางกลับบ้านก็จะต้องมายืนที่ป้ายรถเมล์ แต่สังเกตเห็นได้ว่าหน้าห้างจะเต็มไปด้วยแทคซี่จอดคิวรอผู้โดยสาร ส่วนใครจะขึ้นรถเมล์โน้นเลยครับ เดินไปขึ้นกลางถนนที่ เลนส์ 2

วันดีคืนดีผมดีใจมากที่อยู่ๆก็พบว่าตำรวจไทยที่น๊านนานทีจะออกมา Take Action ในเรื่องที่ผมต้องการ พี่ท่านทั้งหลายก็เข้ามาจับระเบียบสังคม โดยเอากรวยมาตั้งไว้ในระหว่าง เลนส์ 1-2 พร้อมทั้งบัญชาการให้เป็นเลนส์ของรถเมล์เท่านั้น ส่วนแทคซี่ไปจอดไกลๆ ห้ามจอดทับป้ายรถเมล์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ผมรอมานานมากๆ

วันรุ่งขึ้นผมก็คิดว่าจะได้เห็นปรากฎการณ์เดิม โอ้ม แม่เจ้า เหมือนเดิม แทคซี่จอดอยู่ในเลนส์ 1 คนต้องเดินไปขึ้นรถเมล์ในเลนส์ 2 และมีกรวยกั้นกลางระหว่างเลนส์ คราวนี้จะทำอย่างไรได้ล่ะ รถแทคซี่ก็ใช่ว่าจะออกได้ รถเมล์ก็ใช่ว่าจะเข้าได้ ไม่มีตำรวจเลยซักคน ผมเลยคิดว่าไม่ได้ละ เราคงต้องมีส่วนร่วมในการช่วยคุณพี่ตำรวจ ผมเลยโทรไปที่ 191 เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ว่าจริงๆการมีกรวยแต่ไม่ได้มีการควบคุมก็ไม่ได้ทำให้แทคซี่เลิกจอดรอผู้โดยสารอยู่ในเลนส์แรกหรอกนะ รถเข้ารถออกก็ยากขึ้นด้วย

คุณพี่ตำรวจที่รับสายผมบอกว่า เขาจะรีบจัดการดำเนินการเรื่องนี้ทันทีพร้อมขอบคุณผม ผมกลับบ้านอย่างภูมิใจว่าผมกำลังช่วยจัดระเบียบสังคมแล้ว วันต่อมาผมก็พบว่า “เหมือนเดิม” โอ้ว เหมือนเดิมเลยจริงๆ แทคซี่อยู่ที่เดิม รถเมล์อยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่แปลกไปคือ “กรวยกันเลนส์หาย” มายก๊อต สรุปว่าในเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็เลยเอากรวยออกเลยใช่ไหม? ขอบคุณครับคุณตำรวจไทย มองในแง่ดี อย่างน้อยรถเมล์ก็เ้ข้ามาแทรกเลนส์แทคซี่ได้บ้าง คนก็ไม่ต้องเดินไปขึ้นไกลๆ อันตราย มองในแง่ไม่ดีก็คือเมืองไทยอีกล้านปีคงจะเจริญเพราะคนไทยนี่แหละไม่เป็นระเบียบ 555

เรื่องนี้ทำให้ผมมองว่าการอยู่เมืองไทยและต้องการจะเป็นแนวหน้าของสังคมนั้นไม่ยากหรอกครับ คนไทยส่วนใหญ่ขี้เกียจ เอาอะไรทำอะไรง่ายๆ หากกฎ กติกาไม่ค่อยจะมี โกงแล้วได้ถือว่าเก่ง ผมมองว่าถ้าเราทำตัวเราให้ดี ขยันมากขึ้น ทำตัวเป็นระเบียบ ทำตัวเองให้น่ารักมากขึ้น ไม่ต้องเยอะหรอกนะครับ แค่นิดเดียวเท่านั้น คุณจะกลายเป็นคนที่พิเศษในสังคมและทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าคนอื่นจริงๆนะครับ

สรุป ผิดที่กรวย

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.