Archive for General Discussion

The Lesson from Dubai on Nov 09

เขียนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552

จริงๆว่าจะเขียนเรื่องดูไบมาหลายวันแล้วครับแต่ก็พึ่งจะมีเวลามาเขียนก็วันนี้ ดูไบเมื่อหลายๆปีก่อนแล้วตอนสมัยผมเรียนอยู่ที่อังกฤษก็พบว่ามีนักธุรกิจกำลังมุ่งหน้ามาที่ดูไบ แม้แต่มหาวิทยาลัยก็ยังมาเปิดสาขาที่ดูไบกันเลย แต่ผมเองก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องดูไบมามากหรอก แค่เห็นรูปภาพที่เขาส่งๆกันตามมาใน Internet ก็ไม่กล้าคิดที่จะไปแล้ว ดูท่าทางจะมีแต่ความฟุ้งเฟ้อ คนรวยๆก็ไปใช้ชีวิตอันแสนแพงที่นั่นกัน มีเพื่อนผมบางคนชมเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้นำดูไบอยู่บ่อยๆแล้วนำมาเปรียบเทียบกับของไทยว่า ทำไมคนไทยไม่เอาบ้าง? ผมเองก็คิดว่าต่างคนต่างมีวิถีของเรา ดูไบคงคิดไม่เหมือนเรา แต่ผมก็ยังเชื่อว่าลึกๆว่าพระราชดำริของในหลวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงนั้นน่าจะเป็นหลักการที่น่าจะเป็นหนทางที่เราจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน จนเวลา 4-5 ปีที่ผมคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เหตุการณ์หลายๆอย่างได้พิสูจน์แล้วว่าการเดินทางของการพัฒนาแบบดูไบไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ดูไบไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องนี้ผมว่ามีการถกเถียงกันอยู่ระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับการพัฒนาที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางของตะวันออกกลางว่ามันจะไปได้ดีขนาดไหน ถ้าคุณถามคำถามนี้กับนักลงทุนที่ชอบฟังแนวความคิดแบบ Efficent Market Theory เมื่อหลายปีก่อนเขาก็จะบอกว่า ดูไบนั้นน่าลงทุนเพราะกำไรงาม แต่ในทางกลับกันเมื่อคุณมาถามตอนนี้ก็อาจจะได้รับคำตอบที่ว่า ไม่รู้จะขาดทุนหนักขนาดไหน ลงทุนไปซะเยอะแต่ราคาตกเอาๆ แต่ถ้ามามองอย่างพอเพียงคุณอาจจะบอกว่าดูไบนั้นไม่น่าลงทุนเอาซะเลย

เหตุการณ์ในดูไบนั้นก็ไม่ต่างจากที่อื่นหรอกที่อยู่ๆก็มีบริษัทยักษ์อย่าง ดูไบเวิลดิ์ ที่เป็นบริษัทยักษ์ในการลงทุนประกาศที่จะชำระหนี้ล่าช้าออกไปเพราะว่าขาดสภาพคล่องทางการเงิน ถ้ามองอย่างเร็วๆหยาบๆก็คือ ไม่มีตังนั่นแหละ !! มันก็เลยมีผลกระทบต่อหลายๆส่วนเป็นลูกโซ่ เช่นบริษัทที่เข้าไปลงทุนหรือปล่อยกู้ก็ไม่ได้รับชำระเงิน ซึ่งบริษัทดูไบเวิลด์ก็ต้องหาเงินมาจ่ายก่อนดอกเบี้ยจะตามมาอย่างกระอักกระอ่วม

เรื่องนี้เราลองมามองย้อนตัวเราดูซิ ถ้าเมื่อก่อนเราขายน้ำมันรวยๆ แล้วเอาเงินไปก่อนร่างสร้างตึกเพื่อจะเอาไปขาย อยู่ๆราคาน้ำมันก็ลง ขายน้ำมันก็ไม่ได้เยอะมาก เศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำขายบ้านขายตึกก็ไม่ได้จะทำอย่างไรดี? แน่นอนถ้าคุณขาดเงินคุณก็ต้องหาเงิน วิธีการหาเงินมาก็มีอยู่หลายๆแบบ ไม่ว่าจะเป็นกู้หนี้ยืมสิน (ซึ่งตอนนี้ก็จะแย่อยู่แล้วใครจะให้ยืมอีก) ยอมขายอสังหาในราคา Discount (อันนี้หลายคนก็บอกว่าเขาไม่อยากลดหรอกเพราะต้นทุนแพง) ลดต้นทุนต่างๆ หรือ หาเงินทุนจัดสรรมาจากที่อื่นๆเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ไปได้ (คนก็อาจจะตกงานกันเพราะโดนไล่ออก อสังหาก็ต้องหยุดสร้าง ยิ่งสร้างยิ่งราคาตก)

ถ้าเป็นผมนั่นหรอ ทุกอย่างต้อง Quick Fixed คงต้องยอมขายลดราคาเพื่อให้มีเงินมาใช้จ่ายแหละ ไม่รู้ลูกค้าจะคือกลุ่มทุนที่อาบูดาบีหรือเปล่า ถ้าเขาต้องการเงินมากยังไงเขาก็จะต้องโดนขอ Discount อยู่แล้วล่ะ ส่วนราคาที่ลดลงนั้นก็จะสะท้อน Market Price ของมันในตอนนั้น หายๆอย่างอาจจะต้องระงับลงลดต้นทุนปรับสภาพความพร้อมของตัวเองกันใหม่ จน Supply & Demand มันเข้าที่ ผมว่าก็คงใช้ระยะเวลาซักระยะหนึ่งละครับ เรื่องนี้สอนเรื่องความไม่ประมาทได้เยอะเลยจริงๆ

ผมก็ไม่รู้นะ Model ดูไบนี้อาจจะเกิดขึ้นในเวียดนามเร็วๆนี้ก็ได้ ประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดแต่ไม่พร้อมในพื้นฐาน แต่ของทั้งหลายถูกปั่นราคาขึ้นมาอย่างน่าตกใจนั้นมีโอกาสจะเป็นฟองสบู่ได้ทุกเมื่อ ยังไงก็ติดตามกันต่อไป อิอิ

Leave a comment »

เขาพระวิหาร บทเรียนที่จะซ้ำรอยการเสียกรุงครั้งที่ 2

เขียนเมื่อ 19 กันยายน 2552

ไหนๆก็ไหนล่ะครับ ขอเขียนเรื่องนี้หน่อยเถอะนะ เรื่องนี้ก็ออกมาจากมุมมองผมเองซึ่งใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรนะครับ ^^

ตอนนี้ผมก็ตามๆข่าวเรื่องเขาพระวิหารนิดๆหน่อยๆ ถ้าถามผมว่าจริงๆแล้วมันควรจะเป็นของใครกันแน่ผมก็ต้องบอกอยู่แล้วครับว่าเป็นของ “รัฐที่มีอำนาจมากกว่า” ซึ่งการที่มีอำนาจมากกว่าไม่ได้หมายความว่าต้องไปรบราฆ่าฟันแย่งชิงกันให้เกิดสงครามนะครับ แต่ถ้าจะทำก็ทำไปเหอะ อเมริกามันยังทำกับหลายๆประเทศอยู่เลย แต่เมืองไทยเป็นนิติรัฐครับ รักสงบครับ รักจนไม่ทำอะไรเลย 555

เอาเถอะครับ เข้าเรื่องดีกว่า ผมไม่เข้าใจว่าคนไทยจะเถียงกันทำไมว่าเป็นเขาพระวิหารเป็นของคนไทยมาก่อนแล้วโดนฝรั่งเศสยึดไปแล้วเขมรก็ควรจะได้ เอ่ะ หรือคนไทยควรจะได้? แหม แผ่นดินทั้งหลายในโลกนี้เปลี่ยนแปลงเส้นแบ่งเขตระหว่างรัฐกันมานานแสนนาน เมื่อก่อนแผนที่ยุโรปก็ไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก อย่างอาณาจักรออสเตรียที่เคยยิ่งใหญ่กินพื้นที่ยุโรปตะวันออกยังเหลือจิ๊ดเดียว ในขณะที่อังกฤษเป็นแค่เกาะเล็กๆมันยังไปยึดดินแดนได้ทั่วโลก และสุดท้ายมันก็เหลาะแค่ดินแดนไม่กี่อัน

ผมเองเกิดมาในยุคสมัยนี้ ผมไม่สนหรอกครับว่าเมื่อก่อนใครเป็นเจ้าของปราสาทเขาพระวิหารเพราะดินแดนตรงนั้นก็ถูกเวียนเจ้าของไปมาอยู่แล้วกี่ร้อยปีล่ะ? จำไม่ได้หรอก อ่านหนังสือก็ไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหน แต่ในเวลาที่ผมทราบคือมันเป็นคดีที่พิพาทอยู่ การที่จะต้องสูญเสียของสิ่งนี้และพื้นที่แถวนี้ไปนั้นผมเองก็คง “ยอมรับไม่ได้” อยู่แน่นอน ซึ่งก็ไม่อยากกล่าวหรอกครับว่าใครผิดใครถูก ผมเองก็ยากที่จะรู้แท้ในเรื่องข้อกฎหมาย

แต่สิ่งที่ผมจะเขียนในตอนนี้ก็คือ ประเด็นเขาพระวิหารเนี่ยมันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงสมัยที่อยุธยาก่อนที่จะเสียกรุง มันเหมือนจริงๆครับเหมือนมาก อย่าเล่นลิ้นกับผมเลยว่าผมเกิดทันหรอ ผมก็คงจะบอกว่าเกิดไม่ทันหรอกแต่หลายๆอย่างเราพิจารณาและวิเคราะห์ได้จากเอกสารและ Apply ความเป็น Fundamental ของคนไทย ถ้าเกิดใครศึกษาประวัติศาสตร์จะรู้เลย ฮีโร่ทั้งหลายอย่าง บ้านบางระจัน พระเจ้าตากสิน หรือ กลุ่มของขุนหลวงหาวัด (พระเจ้าอุทุมพร) นั่นแหละคือกฎบในสมัยนั้น เพียงแต่มาเป็นพระเอกให้กับคนประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลัง และลักษณะของคนไทยที่ประวัติศาสตร์บอกผมก็คือ ไม่รักกัน ไม่ค่อยมีเป้าหมายเดียวกัน อย่าขัดผลประโยชน์ฉัน นอกนั้นฉันไม่สนใจหรอก ผมก็เป็นคนไทยแหละนะผมเองก็อยากให้คนไทยมีวิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนแปลง อย่าให้มันซ้ำรอยอีกเลย

ไม่แปลกใจกันหรอว่า ทำไมไม่มีใครช่วยบ้านบางระจัน ทำไมพระเจ้าตากถึงต้องหนีออกจากรุง อ่อ แต่เรื่องที่ทุกคนน่าจะรู้คือการที่พระเจ้าเอกทัศน์ได้พยายามจะสั่งกำจัดกลุ่มของพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชอยู่ตลอดเวลา และทุกคนคงทราบดีจากหนังสือเรียนว่าพระเจ้าเอกทัศน์เองก็ทรงคิดว่าพม่าจะไม่สามารถทำอะไรกรุงศรีอยุธยาได้จนเราเองก็เสียกรุงนั่นแหละ แล้วภายในก็รบกันเองในเมืองระหว่างผู้ที่มีอำนาจด้วยกัน ใครคิดจะไปสู่กับพม่าก็อย่าหวังเล้ยว่าจะได้ไปสู้ ถ้าไม่ใช่กองทัพของรัฐบาลแล้วละก็ ถือว่าเป็นกฎบทั้งสิ้น แล้วรัฐบาลทำไรหล่ะ ไม่ทำหรอก ล้างบางอริที่เป็นคนชาติเดียวกันในเมืองก่อนดีกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่กว่าการจะไปสู้ศัตรูประชิดเมือง กฎบก็เลยเต็มไปหมด กฎบเพราะรักชาติ็ก็เยอะนะแต่ทำไรไม่ได้อะซิ รัฐบาลไม่ยอมให้ไปสู้ไง

รัฐไม่ทำไร สั่งให้คนอยู่เฉยๆไ่ม่งั้นตาย ไม่มีใครออกไปสู้ สุดท้ายก็ตายกันหมดทั้งอยุธยา !!!!

แปลกที ประวัติศาสตร์ของคนไทยมันก็กลับมาอีกแล้วเมื่อรัฐบาลสมัยนี้เองก็ไม่ได้ Take Action อะไรเท่าไหร่กับการเข้ามาล้ำเส้นเขตแดนของไทย เมื่อรัฐบาลไม่ทำอะไร คนไทยที่รักชาติทั้งหลายก็คงทนไม่ได้ ออกมาูสู้กับศัตรูแทนซิ แต่ก็แปลกนะที่คนไทยจะมองเป้าหมายเดียวกันคือเรื่องของชาติบ้านเมืองแบบที่เกิดขึ้นการปฏิวัติฝรั่งเศส กลับกลายเป็นมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองโดยมองว่าสร้างปัญหา แย่เนอะ คนมีอำนาจไม่ทำอะไร คนบางกลุ่มลุกขึ้นมาสู้ คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ออกมาขัดขวางคนที่ลุกขึ้นมาู้สู้และคนกลุ่มสุดท้ายก็มาบอกว่า ฮ่าๆ ช่างมันเถอะไม่ใช่เรื่องของเราผลเป็นยังไงก็เรื่องของเขา

โอ้วแม่เจ้า ผมยังคิดๆอยู่เลยว่าสุดท้ายมันจะเป็นยังไง ไม่อยากให้จบโดยการที่ทหารไทยต้องมาปราบคนไทยผู้รักชาติเพื่ออมชอมกับเขมรเล้ย สุดท้ายมันก็ไม่ได้สนใจว่าเราจะเป็นอย่างไร มันก็คงมีความสุขที่เห็นคนของเราชิงชังกันเองฆ่ากันเองแถมปกป้องผลประโยชน์ให้มันอีกต่างหาก ผมอยากเห็น….ทหารวีระบุรุษอย่างนโปเลียนหรือนายพลชาล์เดอะโกล์ ซักคนหนึ่งเหอะออกมาอยู่เคียงข้างประชาชนแล้วขับไล่เขมรออกไปจากบ้านเมืองแล้ว รวมถึงกลับมาล้างบางพวกมีอำนาจที่น่าอัปยศในสังคมไทยซักที

Leave a comment »

ฺBill Lottery in Taiwan

ได้ยินเพื่อนที่ไปอยู่ใต้หวันเล่าให้ฟังนะครับ ก็เป็นประสบการณ์ทางอ้อมที่ผมเองก็รู้สึกว่าเป็นกระบวนการที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เรื่องมีอยู่ว่าไม่ว่าคุณจะไปซื้อของที่ไหนในใต้หวัน จะซื้อของในร้านค้าทั่วไป กินอาหารในภัตตาควรหรือสถานที่อื่นๆ ควรจะต้องเก็บบิลเอาไว้ทุกครั้ง ซึ่งผมก็แปลกใจว่ามันเพราะอะไร คำตอบที่ได้ก็คือทุกใบเสร็จจะมีเลขระบุไว้เอาไว้ให้เราไปลุ้นรางวัลล็อตเตอร์รี่ จะซื้อมาซื้อน้อยก็ควรจะมีใบเสร็จไว้

คิดกันไหมครับว่าทำไมอยู่ๆ รัฐบาลก็มาออกล็อตเตอร์รี่ในการจับจ่ายใช้สอย สงสัยจะมีเงินมากเลยละมั้ง 555 หรือว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของเขาที่ให้ประชาชนมาซื้อของเยอะๆ จะได้มีการผลิตโดยแลกกับการเสี่ยงโชคหรืออีกนัยยะหนึ่งก็คืออาจจะเป็นการบังคับให้มีการออกบิลเพื่อเรียกการเก็บภาษีกับร้านค้าได้ ซึ่งหมายความว่ามันเป็นการบังคับทางอ้อมให้ลูกค้าเป็นผู้เรียกบิลจากผู้ประกอบการและจะมีการนำมาลงภาษีได้

วิธีแบบนี้ผมมองว่ามันก็เป็นการ Force อ้อมๆนะ เอามาปรับปรุงพัฒนาใช้กับเราได้ แต่อย่างว่านะครับ ผมเองก็อยากให้คนมีความรับผิดชอบมากกว่าต้องเอา reward มาล่ออะ เสียนิสัยหมด อิอิ

Leave a comment »

Eat in or Take away?

Eat here or take away ?

เป็นคำถามที่เคยได้ยินกันนะครับนั่นคือเขาถามว่า จะทานที่นี่? หรือ จะนำกลับไปทานที่อื่น? เชื่อไหมครับในบางสถานที่ในบางประเทศนั้นราคาอาหารของการทานในร้านและการนำกลับไปนั้นก็ไม่เท่ากัน ว่าแต่อะไรแพงกว่า? ผมอยากจะบอกว่ามันไม่สามารถระบุได้หรอก แต่ที่สังเกตได้ในส่วนใหญ่นั้น ในประเทศทางเอเชียจะ Charge การ take awayไปแพงกว่าอยู่หน่อยหนึ่ง ในขณะที่พวกฝรั่งจะเก็บเงินค่า Eat here แพงกว่า

ทำไมนั่นหรอ? ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันหรอก แต่สิ่งที่ผมคิดๆก็คือแนวความคิดของมุมมองคนทั้ง 2 คงมองไม่เหมือนกันในเรื่องต้นทุน ในมุมมองฝรั่งนั้นการ Eat here หรือทานที่ร้านนั้นก็คงจะเป็นลักษณะที่เขาต้องให้มีการใช้สถานที่ ต้องมีจาน ช้อน ซ้อมให้กับลูกค้า เขาเลยอาจจะมองว่าเมื่อลูกค้านั่งในร้านของเขาก็มีความจำเป็นจะต้องเก็บเงินเพิ่ม ในขณะคนที่เอากลับไปนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องมีค่าใช้จ่ายในด้านสถานที่เท่าไหร่

ในส่วนของทางเอเชียที่ผมเจอส่วนใหญ่การนำกลับจะต้องเสียเงินมากกว่า ซึ่งมันตรงข้ามกับพวกฝรั่งอยู่นะ ผมเข้าใจว่าทางเอเชียคงมองการนำกลับบ้านนั้นมีต้นทุนด้านการห่อสินค้า ต้องมีค่า package ในขณะที่การทานในร้านนั้น เขาคงมองว่าไม่ได้มีต้นทุนอะไรมากนักเพราะสถานที่ก็ของเขา กินไม่กินที่นี่เขาก็มีที่นั่งเท่าเดิม จาน ชาม ช้อน นั้นก็ไม่ได้หายไปไหน กินเสร็จก็ต้องคืนเขา ไม่ได้ต้องให้ลูกค้าขาดแบบพวก take away

ผมว่ามุมมองของแต่ละที่มันไม่เคยเหมือนกันนะครับ ในเรื่องการบริหารการจัดการก็เช่นกัน บางทีเราไปเจออะไรใหม่ๆก็คงมองว่า เอ้ ทำไมที่นี่ทำงี้ ที่นั่นทำงั้น ก็ เขาคิดไม่เหมือนกันไงครับ

Leave a comment »

Royalty Programme – Case Fiji Restaurant

เขียนเมื่อ 23 มิถุนายน 2552

นานๆที่ผมก็จะไปทานอาหารกับเพื่อนที่้ร้านอาหารฟูจินะครับ เมื่อก่อนผมทานร้านนี้บ่อยมากๆเพราะว่ามันเป็นร้านอาหารที่ถูกกว่าเ้จ้าอื่นๆและมีสาขาอยู่มากมายทั่วกรุงเทพเต็มไปหมด แต่ก่อนผมจะชอบให้เพื่อนๆเลือกว่าจะทาน Zen หรือ Fuji ดี ทุกคนก็จะเลือก Fuji เพราะราคาไม่แพงมาก ส่วน Zen จะถูกมองว่ามันเป็นร้านอาหารราคาแพงอยู่ แต่โลกมันก็เปลี่ยนไปได้นะครับ ราคาอาหารของทั้ง 2 ร้านมันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก เหมือนผมจะจำได้รางๆว่า Fuji ได้มีการ Rebrand มาอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อให้ Positioning มันดีขึ้น

พอมาพักหลังผมเข้าแต่ Zen ละครับ จริงๆมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ Fuji ไม่ได้ให้เหมือน Zen ก็คือเรื่องน้ำชาเขียวที่เติมฟรี ผมว่า Fuji เป็น Brand เดียวที่ค่อนข้างทำอะไรแหวกแนวกับร้านอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ทั้งๆที่ Fuji เองก็เคยเป็นตัวที่วางมาตราฐานให้เป็นแนวทางของการทำกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นใน้เมืองไทยหลายๆอย่าง

คราวนี้มาพูดถึง Royalty Proram กันนะครับ Fuji ก็มีการจัดเรื่องนี้ที่ค่อนข้างแหวกแนวชาวบ้านอยู่ โดยปกติแล้วเวลาเราทำบัตรร้านอาหารทั้งหลายในเมืองไทยเนี่ย มันก็คือเสียค่าธรรมเนียมสมาชิกแล้วก็ลดราคาได้เลย ก็อาจจะมีโปรโมชั่นประมาณว่า ถ้าใช้เงินสดลด 10% ถ้าใช้บัตรเครดิตลด 5% เป็นต้น หรือไม่ก็เสียค่าสมาชิกแล้วก็ลดเท่ากันไม่ว่าจะจ่ายผ่านอะไร ผมว่านี่คือมาตราฐานการจัดทำ Royalty Program มานานแล้ว

แต่ Fuji จะต่างกับชาวบ้านคือ เมื่อทำบัตรสมาชิกก็ยังไม่สามาถนำไปลดราคาได้ ต้องทานอาหารให้ครบ 3 หมื่นบาทในระยะเวลา 3 ปีก่อน ตอนแรกผมก็นึกว่าจะต้องเป็น Promotion ที่สุดซียนมากๆเลย แต่ที่ไหนได้พอถามแล้วก็ได้คำตอบว่า ลด 5% จากบัตรเคริต ลด 10% จากเงินสด เหมือนกับทุกที่ไม่มีเปลี่ยน แต่ดูเหมือน requirement ก่อนมาลดราคาได้นี่มันช่างยากเย็นจริงๆ

พอเห็นอย่างงี้แล้วผมก็แค่แปลกใจกับ Loyalty Program ของเขา เหมือนว่าเขาจะค่อนข้างมั่นใจว่า Brand ของเขาเป็นที่ 1 แน่ๆเลยถึงกล้าออกมาในลักษณะแบบนี้ ผมว่ามันไม่ค่อยจะ Flexible กับลูกค้าเท่าไหร่ และในการแข่งขันกับเจ้าอื่น ถ้า Positioning ของสินค้ามันไม่ได้แตกต่างกับคนอื่นแต่ Loyalty Program มันยากเย็นกว่า คนก็จะเฉยๆไม่ได้สนใจที่จะทำบัตรสมาชิกมากนัก แต่ถ้าเขาต้องการจะทานอาหารญี่ปุ่น พร้อมกับการใช้ Loyalty Program มันก็ยากครับที่ Fuji จะถูกยกขึ้นมาเ็ป็นตัวเลือก ไม่รู้คนอื่นเห็นว่ายังไงบ้างครับ?

ก็คงต้องดูกันต่อไปนะครับว่าจะมีการปรับ Loyalty Program กันไหม แต่ตอนนี้การแข็งขันตลาดนี้ยังไม่เอาเป็นเอาตายเท่าไหร่ หากแข่งกันรุ่นแรงก็คงจะเห็นการปรับ Loyalty Program กันสนุกไปเลยครับ

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.