เขียนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552
จริงๆว่าจะเขียนเรื่องดูไบมาหลายวันแล้วครับแต่ก็พึ่งจะมีเวลามาเขียนก็วันนี้ ดูไบเมื่อหลายๆปีก่อนแล้วตอนสมัยผมเรียนอยู่ที่อังกฤษก็พบว่ามีนักธุรกิจกำลังมุ่งหน้ามาที่ดูไบ แม้แต่มหาวิทยาลัยก็ยังมาเปิดสาขาที่ดูไบกันเลย แต่ผมเองก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องดูไบมามากหรอก แค่เห็นรูปภาพที่เขาส่งๆกันตามมาใน Internet ก็ไม่กล้าคิดที่จะไปแล้ว ดูท่าทางจะมีแต่ความฟุ้งเฟ้อ คนรวยๆก็ไปใช้ชีวิตอันแสนแพงที่นั่นกัน มีเพื่อนผมบางคนชมเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้นำดูไบอยู่บ่อยๆแล้วนำมาเปรียบเทียบกับของไทยว่า ทำไมคนไทยไม่เอาบ้าง? ผมเองก็คิดว่าต่างคนต่างมีวิถีของเรา ดูไบคงคิดไม่เหมือนเรา แต่ผมก็ยังเชื่อว่าลึกๆว่าพระราชดำริของในหลวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงนั้นน่าจะเป็นหลักการที่น่าจะเป็นหนทางที่เราจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน จนเวลา 4-5 ปีที่ผมคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เหตุการณ์หลายๆอย่างได้พิสูจน์แล้วว่าการเดินทางของการพัฒนาแบบดูไบไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
ดูไบไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องนี้ผมว่ามีการถกเถียงกันอยู่ระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับการพัฒนาที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางของตะวันออกกลางว่ามันจะไปได้ดีขนาดไหน ถ้าคุณถามคำถามนี้กับนักลงทุนที่ชอบฟังแนวความคิดแบบ Efficent Market Theory เมื่อหลายปีก่อนเขาก็จะบอกว่า ดูไบนั้นน่าลงทุนเพราะกำไรงาม แต่ในทางกลับกันเมื่อคุณมาถามตอนนี้ก็อาจจะได้รับคำตอบที่ว่า ไม่รู้จะขาดทุนหนักขนาดไหน ลงทุนไปซะเยอะแต่ราคาตกเอาๆ แต่ถ้ามามองอย่างพอเพียงคุณอาจจะบอกว่าดูไบนั้นไม่น่าลงทุนเอาซะเลย
เหตุการณ์ในดูไบนั้นก็ไม่ต่างจากที่อื่นหรอกที่อยู่ๆก็มีบริษัทยักษ์อย่าง ดูไบเวิลดิ์ ที่เป็นบริษัทยักษ์ในการลงทุนประกาศที่จะชำระหนี้ล่าช้าออกไปเพราะว่าขาดสภาพคล่องทางการเงิน ถ้ามองอย่างเร็วๆหยาบๆก็คือ ไม่มีตังนั่นแหละ !! มันก็เลยมีผลกระทบต่อหลายๆส่วนเป็นลูกโซ่ เช่นบริษัทที่เข้าไปลงทุนหรือปล่อยกู้ก็ไม่ได้รับชำระเงิน ซึ่งบริษัทดูไบเวิลด์ก็ต้องหาเงินมาจ่ายก่อนดอกเบี้ยจะตามมาอย่างกระอักกระอ่วม
เรื่องนี้เราลองมามองย้อนตัวเราดูซิ ถ้าเมื่อก่อนเราขายน้ำมันรวยๆ แล้วเอาเงินไปก่อนร่างสร้างตึกเพื่อจะเอาไปขาย อยู่ๆราคาน้ำมันก็ลง ขายน้ำมันก็ไม่ได้เยอะมาก เศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำขายบ้านขายตึกก็ไม่ได้จะทำอย่างไรดี? แน่นอนถ้าคุณขาดเงินคุณก็ต้องหาเงิน วิธีการหาเงินมาก็มีอยู่หลายๆแบบ ไม่ว่าจะเป็นกู้หนี้ยืมสิน (ซึ่งตอนนี้ก็จะแย่อยู่แล้วใครจะให้ยืมอีก) ยอมขายอสังหาในราคา Discount (อันนี้หลายคนก็บอกว่าเขาไม่อยากลดหรอกเพราะต้นทุนแพง) ลดต้นทุนต่างๆ หรือ หาเงินทุนจัดสรรมาจากที่อื่นๆเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ไปได้ (คนก็อาจจะตกงานกันเพราะโดนไล่ออก อสังหาก็ต้องหยุดสร้าง ยิ่งสร้างยิ่งราคาตก)
ถ้าเป็นผมนั่นหรอ ทุกอย่างต้อง Quick Fixed คงต้องยอมขายลดราคาเพื่อให้มีเงินมาใช้จ่ายแหละ ไม่รู้ลูกค้าจะคือกลุ่มทุนที่อาบูดาบีหรือเปล่า ถ้าเขาต้องการเงินมากยังไงเขาก็จะต้องโดนขอ Discount อยู่แล้วล่ะ ส่วนราคาที่ลดลงนั้นก็จะสะท้อน Market Price ของมันในตอนนั้น หายๆอย่างอาจจะต้องระงับลงลดต้นทุนปรับสภาพความพร้อมของตัวเองกันใหม่ จน Supply & Demand มันเข้าที่ ผมว่าก็คงใช้ระยะเวลาซักระยะหนึ่งละครับ เรื่องนี้สอนเรื่องความไม่ประมาทได้เยอะเลยจริงๆ
ผมก็ไม่รู้นะ Model ดูไบนี้อาจจะเกิดขึ้นในเวียดนามเร็วๆนี้ก็ได้ ประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดแต่ไม่พร้อมในพื้นฐาน แต่ของทั้งหลายถูกปั่นราคาขึ้นมาอย่างน่าตกใจนั้นมีโอกาสจะเป็นฟองสบู่ได้ทุกเมื่อ ยังไงก็ติดตามกันต่อไป อิอิ