Archive for Education

วิธีตอบข้อสอบอัตนัย

ข้อสอบแบบอัตนัยเป็นข้อสอบลักษณะเชิงบรรยายให้มีการ Discussion เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ คิดว่าถูกหรือผิดเพราะอะไร ซึ่งข้อสอบนั้นบางครั้งคำถามจะไม่ยาวมากแต่ก็สามารถตอบได้กันในสมุดได้ 2-3 เล่ม ขึ้นอยู่กับการให้หลักการและเหตุผลของผู้ทำข้อสอบ แต่บางครั้งผู้ออกข้อสอบก็อยากจะให้เขียนอย่างน้อยกี่คำๆ

สิ่งที่ผมพบส่วนใหญ่การที่จะให้ได้คำเยอะๆในการตอบคำถามก็มักจะใช้วิธีการลอกคำถามมาในเนื้อหาของคำตอบ แต่ผมว่าจะเป็นการน่ารำคาญต่อผู้ตรวจเพราะันั่นคือคำถามที่ถามไปไม่ได้เป็นสิ่งที่อยากให้เขียน หลายๆข้อสอบจึงจะมีเขียนไว้ว่า “ไม่ต้องลอกคำถามลงกระดาษคำตอบ”

การตอบข้อสอบลักษณะนี้ในส่วนตัวผมเองก็มีหลักการไม่ยากเท่าไหร่ อันดับแรกเลยต้องอ่านให้เข้าใจว่าข้อสอบถามอะไร ถ้าถามว่าใช่หรือไม่ใช่ก็ให้ตอบตามคิดเราไปพร้อมเหตุผลอธิบายว่าทำไมเราถึงคิดอย่างั้น โดยอาจจะยกตัวอย่างเหตุการณ์เทียบเคียงไปและสรุปผลในท้ายสุด แต่ถ้าหากข้อสอบเป็นแนวของการถามแสดงความเห็น ก็อาจจะต้องมองถึงคำจำกัดความของเนื้อหาแล้วแสดงการเปรียบเทียบในคำถามพร้อมๆกับการหาข้อดีข้อเสียในแต่ละอย่าง ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนรวมไปถึงสรุปสาระสำคัญ

โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างของคำตอบที่เขียน ผมจะใช้ลักษณะแบบนี้ครับ
1. หลักการ
2. เหตุผล
3. ยกตัวอย่าง
4. สรุป

Leave a comment »

Government and Human Resource

เขียนเมื่อ 27 มิถุนายน 2552

เคยสังเกตใหม่ครับทุกปีๆก็จะมีแรงงานที่ว่างงานมากขึ้นจากเด็กที่จบใหม่พร้อมๆกับคนที่ตกงานมาก่อนหน้าแล้ว แต่ว่านะครับผมก็สังเกตเห็นว่าหนังสือ magazine ที่เกี่ยวกับการสมัครงาน บริษัท recruit งาน อะไรทั้งหลายเนี่ยก็ัยังประกาศรับสมัครงานอยู่ทั้งวันทั้งคืน ผมก็งงว่าคนว่างงานมีเยอะ งานก็มีไม่น้อย มันเกิดอะไรขึ้นที่คนไม่ match กับงาน

และแล้วมีอยู่วันหนึ่งก็เลยพยายามเปิดหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาว่าตอนนี้หลักสูตรเป็นอย่างไร ก็พบว่า ช่วงหลังมันมีวิชาแปลกๆมากขึ้นเยอะเลย ผมว่ามหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็พยายามสร้างความแตกต่างที่พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆเข้าสู่ตลาด ซึ่งน่าสนใจดีแต่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคนที่เรียนจบไปนั้นจะมีชีวิตการทำงานอะไร การแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ ตรงนี้ผมว่ามันน่าจะมีการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติเกี่ยวกับการจัดทำ Human Resource ระดับชาติจริงๆนะครับ ไม่งั้นก็จะสะเปะสะปะกันอย่างงี้ต่อไป

ผมเห็นหลายๆประเทศเขากำหนดออกมาเป็น Direction เลยจริงๆ อย่างน้อยที่ผมเคยได้ยินมาตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือสิงคโปร์ เขาจะต้องมีการ Review ว่า ในปัจจุบันแล้วประเทศชาติต้องการทรัพยากรบุคคลในด้านใดบ้าง? หมอ วิศวะ นักวิทยาศาสตร์ นักการตลาด นักการเงิน นักกฏหมาย และกำหนดทิศทางในการพัฒนาว่าจะต้องให้ชาติเดินไปทางไหน เรื่องพวกนี้เขาต้องมีการวางแผนระยะยาวและก็ต้องให้การสนับสนุนภาคการศึกษาที่จะเดินหน้าเรื่องเหล่านี้

พอเป็นเช่นนี้มหาลัยก็มีทิศทางที่แน่นอน ไม่ต้องออกหลักสูตรแปลกๆออกมาที่ไม่มีอาชีพรองรับ ผมว่าการศึกษานั้นควรจะต้อง Design ให้เป็นมาตรฐานและกึ่งๆการสนองนโยบายรัฐพร้อมๆไปกับความต้องการในตลาดแรงงาน แต่งานนี้รัฐบาลต้องแข็งพอมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการให้อนาคตประเทศชาติเป็นอย่างไร ผมว่าเรื่องเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นได้มันจะลดปัญหาต่างๆได้มากมาย เช่น ไม่รู้จบมาแล้วจะทำอย่างไรทั้งๆวิชาชีพและไม่ใช่วิชาชีพ ทำไมงานเยอะพร้อมๆกับคนตกงานเยอะ

ผมว่าเมืองไทยก็คงทำยากอยู่ แต่เรื่องพวกนี้ผมว่ามันต้องเริ่มทำดูละครับ ไม่ลองไม่รู้ละนะ ค่อยๆ pilot ที่ละนิดดูซิว่ามันจะเป็น Model ที่ work ขนาดไหนแล้วก็ลองปรับไปตามสถานการณ์ ซักวันก็คงทำได้ดีไม่แพ้ที่อื่นนะครับ

Leave a comment »

จุดบอดของการแนะแนวการศึกษา

เท่าที่สังเกตมาหลายๆที่ (แต่คิดว่าคงไม่ใช่ทุกที่หรอกละมั้งนะครับ) ในเรื่องการแนะแนวการศึกษาของโรงเรียนมัธยมโดยเฉพาะช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็กที่จะต้องเลือกคณะและมหาวิทยาลัย ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องก้าวเข้าไปฟันธงกับอนาคตแล้วว่าจะเดินไปอีก 40 ปีข้างหน้าในสายงานอาชีพอะไร ผมว่าครูมัธยมยังทำกันได้ไม่ค่อยดีกันเท่าไหร่ มันยังมีจุดบอดที่สำคัญอยู่ แล้วมันก็เป็นลักษณะนี้ตั้งแต่ผมเรียนอยู่มัธยมแล้วล่ะ แม้เด็กรุ่นใหม่การแนะแนวก็ยังเหมือนเดิม

ที่สังเกตได้การแนะแนวที่ผมเจอโดยส่วนใหญ่นั้นอาจารย์จะดูว่าเด็กนักเรียนคนไหนเป็นอย่างไรในรุ่นนั้นๆ แล้วก็จะเสนอแนวทางการเลือกคณะให้กับนักเรียนตามคะแนนและ GPA ที่เด็กสามารถก้าวไปได้ กล่าวคือถ้าเด็กได้เกรด 4.00 และคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูง อาจารย์ก็จะแนะแนวว่าให้เรียน แพทย์ วิศวะ หากเกรดกลางๆก็เชียร์ไปเรียนลดหลั่นลงไป นั่นหมายถึงมันไปพร้อมกับการเลือกมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน หากเด็กสามารถสอบเข้าคณะและมหาลัยที่มีชื่อเสียงได้จำนวนมากๆ ก็เป็นข้อการันตีของโรงเรียนว่ามีคุณภาพดีขนาดไหน

แต่อย่างไรก็ตามผมว่าแนวทางการแนะแนวแบบนี้เป็นอะไรที่มองเห็นผลระยะสั้นเกินไป เพราะไม่ได้เป็นการมองถึง “ความชอบและความถนัด” ของนักเรียนซักเท่าไหร่ การใช้เกรดมาตัดสินที่แนะแนวหนทางเพื่อนอนาคตของเด็กนั้นผมว่ามันไม่แฟร์ต่อนักเรียนเลยครับ เด็กที่มีเกรดสูงๆไม่ได้หมายความว่าเขาเหมาะสมหรือชอบการเป็นแพทย์หรือวิศวะ เพียงแต่เขาอาจจะไม่ทราบในตอนนั้นว่าอนาคตที่วางเอาไว้ในเส้นทางนั้นๆเขาต้องพบกับอะไร จนปลายทางเขาอาจจะพบว่าความสุขในอาชีพใน 40 ปีข้างหน้านั้นมันกลายเป็นหน้าที่ที่ทำไปจนตายเท่านั้น

การแนะแนวจริงๆผมว่าอาจารย์น่าจะต้องสอนเห็นเด็กมองกว้างๆและตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ให้เขามองอนาคตตัวเองว่าอีก 10 ปี 20 ปี จนอายุ 60 นั้น นักเรียนเขาอยากจะเดินชีวิตไปอย่างไร นอกจากการจะพูดถึง Detail ของการทำงานแล้วก็ควรแสดงให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการใช้ชีวิตในแต่ละอาชีพ แคเรียพาทที่จะขึ้นไปถึง การที่จะต้องอุทิศต่อสังคมในบางสายงานอาชีพ เงินเดือนที่สามารถคาดหวังและการใช้ชีวิต รวมถึงให้เด็กคิดถึงเป้าหมายชีวิตตัวเอง แต่อาจจะมีคนบอกผมว่าเด็กจะคิดอะไรเกี่ยวกับอนาคตตัวเองได้ ผมมองว่าเด็กมัธยมก็คือผู้ใหญ่ตัวเล็กๆนะครับ หากสอนวิธีการคิดการมองภาพใหญ่ๆได้ เขาก็จะคิดได้กว้างขึ้นแน่นอน

ผมก็ไม่ทราบว่าอาจารย์จะแนะแนวได้มากขนาดไหนในเรื่องนี้เพราะเขาก็ไม่สามารถรู้ถึงทุกอาชีพได้ว่าจบอะไรแล้วโอกาสที่จะทำงานอะไรได้คืออะไร ตรงนี้คิดว่ามันพัฒนากันได้หากให้ความสำคัญกัน

ถ้าคนคนหนึ่งสามารถรู้ได้ว่าการเลือกเส้นทางเดินอะไรจะดีหรือไม่ดีต่อเขาอย่างไรนั่นก็อาจจะทำให้เพิ่มศักยภาพจากเป้าหมายที่เขาวางไว้ได้มากเหมือนกันนะครับ

Leave a comment »

การเขียน Statement of Purpose

เวลาจะสมัครเรียนต่อนั้นเราจะเจอ requirement ที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการให้เราเขียนในส่วนของ Statement of Purpose (SOP) อาจจะเป็นลักษณะ Essey ประมาณ 200 wording ก็ประมาณ 1 หน้ากระดาษละครับ มีคนมาถามเยอะมากเลยว่าควรจะเขียนอะไรลงไปบ้าง สุดท้ายถ้าไม่มีใครแนะนำแล้วไม่รู้จะเขียนอะไรสุดท้ายก็เห็นแต่ละคนใช้วิธีการลอกของที่มีอยู่ไปทั้งดุ้น ผิดบ้างถูกบ้าง บางทีลืมเปลี่ยนชื่อ วิชา ชื่อมหาลัย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นบางคนลอกไปแล้วดันเป็นชื่อของอีกคนที่ถูกลอกมาอยู่ใน Essey ซะงั้น

คราวนี้เรื่อง Statement of Purpose เขียนยังไงดี? คงจะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่ดีซึ่งผมว่าหลักการการเขียนมันก็ไม่ได้ยากไม่ได้ง่ายนะ เหมือนกับการเขียน Convince กับทางมหาลัยว่าอะไรที่จะทำให้เขารับเราเข้าเรียนต่อในคณะหรือวิชาที่เราต้องการ ซึ่งผมว่าในหลักการแล้วต้องประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้นครับ
1. เราเป็นใคร ทำอะไร มองอะไรที่เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาเพราะอะไร?
2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา วิชาที่เราจะเรียนนั้นตอบโจทย์ได้อย่างไร ทำไมเลือกที่นี่?
3. เมื่อเรียนจบแล้ว เราจะนำความรู้ไปพัฒนาอย่างไรได้บ้าง?
4. อื่นๆเชิง academic-relate และ Development

ขอให้โชคดีกับการศึกษาต่อปริญญาโท

Leave a comment »

University Ranking & Thai Attitude

การจัดอันดับเรื่องเกี่ยวกับ ranking การศึกษานั้นพวกฝรั่งทำทุกปีนะครับ แต่ละปีจะมีการเปลี่ยนลำดับไปมา ซึ่งเขาจะวัดการให้คะแนนเป็นเรื่องเป็นราวตาม Criteria ที่ต้องการวัดว่าจะให้ทำ research ในเรื่องการพัฒนาด้านไหน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในปีต่อปีนั้นอันดับมหาวิทยาลัยที่เดียวกันอาจจะดูแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ถามว่าฝรั่งมองเรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไหม? ผมว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าไหร่นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมสัมผัสมาคือ คนต่างชาติส่วนใหญ่จะมองว่า ที่ไหนมีหลักสูตรที่เขาต้องการเรียนบ้าง? ส่วนมหาวิทยาลัยนั้นก็ไม่ได้เป็นปัจจัยมากเท่าไหร่ การรับคนเข้าทำงานนั้นก็ไม่ได้ดูที่ว่าจบที่ไหน แต่ดูว่าจบมาด้วยความรู้อะไร? มีประสบการณ์อะไรบ้าง?

สำหรับคนไทยแล้วผมเห็นว่ามองต่างโดยสิ้นเชิง ส่วนมากจะอิงกับ Ranking เพื่อให้ตัวเองได้เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับดีๆ ส่วนจะเรียนวิชาอะไรนั้นก็ไม่ได้คิดไว้หรอก ดูก่อนมหาลัยมีวิชาอะไรแล้วค่อยเลือกเรียน แต่นั่นก็คงไม่น่าแปลกใจมั้งเพราะคุณภาพของนักศึกษาที่จะได้เข้าทำงานนั้น บริษัทโดยมากก็คัดเอาจากสถาบันการศึกษากันเป็นหลัก ค่านิยมในการเข้ามหาวิทยาลัยดีๆจึงมีขึ้น แต่ผมว่านะจริงๆแล้วเราน่าจะเรียนสิ่งที่เราชอบมากกว่า เรียนเพื่อเป็นอะไรในอนาคต ไม่ใช่เรียนเพื่อจบที่ไหนในอนาคต

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.