Archive for Culture & History

Louis XVI กับการเปลี่ยนแปลงของฝรั่งเศส

เขียนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552

ช่วงนี้การเมืองไทยก็มีปัญหากับเขมรอยู่มากมายทำให้ผมนึกถึงประวัติศาสตร์ช่วงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับ พระนางมารีอังตัวเน็ตที่เป็นเจ้าหญิงแห่งออสเตรีย ถามว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกันยังไงหรือคล้ายยังไงกับสถานการณ์ของไทยกับเขมร มันก็ไม่เกี่ยวกันอย่างแท้จริงหรอก เพียงแต่หลายๆอย่างทำให้ผมนึกถึงจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องของการที่บุคคลคนหนึ่งๆก็สามารถทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างประเทศได้ และนั่นก็จะส่งผลทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่มีลักษณะชาตินิยมมากๆประเทศหนึ่ง

ถ้าใครได้อ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสนั้น จริงๆแล้วตอนที่ประชาชนเอาพระเจ้าหลุยส์ลงจากอำนาจนั้นก็ไม่ได้ใจร้ายอะไรเท่าไหร่หรอก แรกเริ่มเขาก็จะตั้งให้กษัตริย์เขาอยู่เฉยๆไม่ทำร้ายอะไร เพียงแค่ไม่ให้มีอำนาจแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พระนางมารีอังตัวเน็ตหยุดแค่นั้น ต้องอย่าลืมว่าเธอเป็นเจ้าหญิงแห่งออสเตรีย ลูกสาวคนสวยของพระนางมาเรียเทเรซ่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งออสเตรีย-ฮังการี ไม่แปลกที่เธอจะสามารถขอให้พี่ชายเธอพระเจ้าโจเซฟ ประกาศศึกกับฝรั่งเศสเพื่อช่วยเหลือนาง

มันก็ไม่ใช่แค่ออสเตรียหรอกครับ ครอบครัวของหลุยส์ 16 นั้นได้ ขอความเห็นใจไปยังรัฐบาลนานาประเทศในยุโรปให้ช่วยคืนอำนาจกับเขา ซึ่งการที่ทำเช่นนี้มีหรือที่ชาวฝรั่งเศสจะชอบใจที่อยู่ๆเห็นคนมีอำนาจไปขอความเห็นใจประเทศอื่นให้ส่งกองกำลังมาฆ่าฟันชาวฝรั่งเศสเพื่อคืนอำนาจให้กับตน ยิ่งทำคนก็ยิ่งเกลียด ทั้งครอบครัวของหลุยส์ที่ 16 จึงถูกจองจำ ไม่ใช่ว่าคนไม่รักราชวงศ์ทั้งประเทศนะครับ บางส่วนก็รักอยู่แต่เมื่อศัตรูกลายเป็นคนต่างชาติ แน่นอนคนฝรั่งเศสก็มาร่วมมือกันสู้ อย่างที่ทุกคนทราบว่าการจะจัดการกับศัตรูภายนอกประเทศได้นั้นจำเป็นที่จะต้องจัดการภายในซะก่อน

ทันทีที่มีการหนีก็ยิ่งเป็นการเปิดประตูให้ผู้คนกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศกับประเทศ เมื่อโดนจับได้ก็ถูกจองจำ ข่มขู่ข่มเห่ง ถูกนำไปขึ้นศาลในข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการนำต่างชาติเข้ามารุกรานฝรั่งเศส ให้การสนับสนุนในการเกิดสงครามการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลทำให้ถูกตัดสินให้จบชีวิตด้วยการถูกประหารทั้ง หลุยส์ และ มารี แต่นั่นก็ไม่ได้จบสิ้นแค่นั้นหรอก ฝรั่งเศสต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกมากมายกว่าจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่

เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเรากำลังเผชิญกันอยู่หรือเปล่า ? แค่รู้สึกว่าประวัติศาสตร์มักจะมาในแนวทางเดียวกัน เนื้อหาเดียวกันแต่สาระต่างกัน ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อแต่ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ทางออกที่ดีขึ้นแน่ๆเพราะอย่างน้อยภาคประชาชนไทยจะเข้มแข็งขึ้นและทิศทางหลังจากเหตุการณ์ร้ายๆผ่านไปเราก็จะสู่ความเจริญมากยิ่งขึ้นไม่ต่างกับประเทศชาติอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเราแล้ว

Leave a comment »

Coco Before Chanel – บทสะท้อนสังคม

นานๆทีจะมาพูดเรื่องภาพยนต์นะครับ เนื่องจากได้มีโอกาสไปดูภาพยนต์ Coco Avant Chanel รู้สึกประทับใจเนื้อหาของเรื่องที่สะท้องสังคมของคนสมัยนั้นอย่างดีเยี่ยม ภาพยนต์เรื่องนี้ก็พูดถึงผู้หญิงสู้ชีวิตคนหนึ่งที่พยายามหาทางเอาตัวรอดในโลกทุนนิยมในสมัยหลังปฏิวัติอุตสหกรรม ผมว่านะครับถ้าเรามองความจริงจากภาพยนต์เรื่องนี้จะบอกได้เลยว่า Channel เก่งมากจริงๆ ในยุคของการปฏิวัติอุตสหกรรมนั้นคือยุคที่น่ากลัวมากๆ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆของมนุษย์อย่างรวดเร็วในทุกๆด้าน แค่เพียงเวลาไม่นานบ้านเมืองก็เปลี่ยนแบบแผนและวัฒนธรรมไปหมด จากการใช้ม้ามาเป็นการใช้รถ จากการใช้คนเป็นแรงงานไปสู่การใช้เครื่องจักร คนรวยก็แสนรวยคนจนก็แสนจน หลายๆคนพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ๆที่ดินแดนอื่นอย่างสหรัฐอเมริกา ส่วนใครอยู่อังกฤษหรือฝรั่งก็ไม่รวยไปเลยก็จนไปเลย บ้านเมืองอื่นๆก็โดนประเทศทางยุโรปยึดครองไปหมด

ในเรื่องของ Coco avant Channel นั้นก็เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาในยุคดังกล่าวแล้วพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ต่อต้านค่านิยมฉบับวิคตอเรียนที่แสนจะเน้นวัตถุนิยม ก็สมัยนั้นคนมันรวยก็รวยใช่ไหมครับ คนรวยทำไม่กี่อย่างหรอก มีเงินง่ายๆไม่ต้องทำงาน การพนัน ขี่ม้า มั่ว sex เกร็งกำไร แต่ตัวสวยๆด้วยวัตถุแพงๆ ใครสงสัยว่าตัวเองรวยแล้วยังก็ต้องดูว่าครบตามที่ผมบอกหรือเปล่า Chanel ก็ไม่ได้รู้สึกว่าที่ชุดที่เขาแต่งๆกันอยู่เนี่ยมันน่าใส่ และเธอก็ออกแบบชุดของเธอขึ้นมาเองท่ามกลางบรรยากาศที่อึมครึมแบบวัฒนธรรมวิคทอเรีย กล้าคิด กล้าต่าง พร้อมที่จะหลุดออกมาจากกรอบของวัฒนธรรมต่างๆ สุดท้ายแล้ว Channel ก็เลยกลายมาเป็นผู้นำแห่งยุคได้ ไม่น่าเชื่อว่าคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนสินค้าแบบ Materialistic เป็น Emotional Benefit ท่ามกลางยุคเฟื้องฟูของ British & French Empire ได้นะครับ ความคิดของเธอผมว่าก้าวหน้าเร็วไปถึง 100 ปีเลยนะเนี่ย

ปล. เพลงประกอบเรื่องนี้เพราะจังครับ ไวโอลีนด้วยไม่รู้ใครเล่น ชอบจัง

Leave a comment »

SI in MalaySIa – Before and After

มีใครทราบบ้างไหมว่ามันมีความลับในคำว่า Malaysia อยู่ตรงคำว่า SI ผมเองก็เคยนั่งๆคิดนะว่าทำไมคนมาเลยเซียถึงเรียกตัวเองว่า Malay ไม่ใช่ Malaysian ตรงนี้ผมคิดมานานแล้วว่ามันต้องมีประวัติศาสตร์แน่ๆ เดิมทีประเทศมาเลซียเขาก็เรียกกันว่า Malaya จนกระทั่งผมไปเจอข้อมูลจากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ ลี กวน ยู ได้เอ่ยคำๆว่า Malaysian Malaysia กับ Malay Malaysia ที่พูดถึง Direction ที่ประเทศมาเลเซียควรจะเป็นก่อนที่จะมีการแยกประเทศระหว่าง มาเลย์เซีย กับ สิงคโปร์

ความลับดังกล่าวก็มันมาจาก Malaya + Singapore = MalaySIa ละครับ คงจะมีคนสงสัยต่อละมั้งว่าทำไม 2 ประเทศนี้จะต้องรวมกันและทำไมต่อมาจะต้องแยกกัน คำตอบนั้นมันยาวมากต้องไล่เรียงตั้งแต่ก่อนสมัยที่ Sir Stamford Raffle จะมายังสิงคโปร์อีก เดิมทีสิงคโปร์นั้นเป็นเกาะเล็กๆที่ไม่มีอะไรเลย มีแค่คนมาค้าขายกัน ทรัพยากรอะไรก็ไม่มี จนกระทั่งชาวอังกฤษเข้ามาและเห็นว่าเกาะนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ดีและสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นเป็นรัฐอาณานิคม

เมื่ออังกฤษปล่อยสิงคโปร์เป็นอิสระจากการเป็นรัฐในอาณานิคมแล้ว สิงคโปร์ เข้าสู่ปัญหาวิกฤตมากๆเพราะประเทศไม่มีอะไรเลย มีแต่พลเมืองซึ่งไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรอีกทั้งในสมัยนั้นมีเรื่องของคอมมิวนิสต์เข้ามาในระแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เยอะมาก สิงคโปร์ต้องหาทางออกในเรื่องนี้จนสามารถนำไปสู่การรวมชาติกับมาเลเซียได้ ก็เลยเป็น Malaysia อย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ แต่การรวมชาติเนี่ยมันก็ทำให้ความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติเยอะขึ้น คนสิงคโปร์เป็นพลเมืองเืชื้อชาติจีนเป็นหลักในขณะที่มาเลเซียก็มีคนจีนเยอะกว่ามาเลย์อยู่แล้วยิ่งบวกสิงคโปร์เข้ามาก็ยิ่งแย่ สิงคโปร์ก็ไม่ได้สร้างผลิตผลอะไรให้มาเลย์เซียมากมายก็เลยถูกแยกประเทศไปอีกครั้ง

สิงคโปร์เองก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเลย มีแต่คน ทรัพยากรไม่มี ถูกแยกประเทศก็จะเจอปัญหาต่างๆเช่นการว่างงาน ก็เลยต้องใช้นโยบายในการสร้างประเทศแบบใหม่โดยใช้ทรัพยากรคนให้เป็นประโยชน์และเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน พร้อมๆกับพัฒนาทรัพยากรของตัวเองเพื่อตอบสนองได้ เราจะเห็นได้ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ออกกฎหมายโหดๆและแปลกๆกับคนของเขาเพราะเขาไ่ม่ต้องการให้คนแตกแถว ต้องเป็นระเบียบ ไม่เช่นนั้นถ้าไม่มีใครมาลงทุนแล้วล่ะก็ประเทศก็จบกันพอดี อุตสาหกรรมต่างๆก็เลยเกิดขึ้นในสิงคโปร์จนกลายเป็นประเทศชั้นนำในระแวกนี้

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นสิงคโปร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่กำลังตามๆ ไม่ว่าจะเป็นระแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันรวมถึง จีน อินเดีย ที่ผมมองเห็นได้คือสิงคโปร์ก็ใช้ Direction ใหม่ในการสร้างความมั่งคั่งของประเทศตัวเองนั้นก็คือการมอง สิงคโปร์ คือ เอเชีย นั่นหมายถึงการทำธุรกิจในประเทศของตัวเองอย่างเดียวไม่ทำให้สิงคโปร์อยู่รอดในการแข่งขันได้ มีการลงทุนมากผ่านทางกองทุนเทมาเซ็กของรัฐบาลไปทั่วโลกโดยเฉพาะในเอเชีย สิงคโปร์เข้าไปในส่วนของที่ปรึกษา นักวิจัย ไม่ได้เป็นผู้ผลิตแบบเดิมแล้ว

พูดไปแล้วเมืองไทยดีกว่าต้องเยอะเลยนะครับ ไม่ต้องดิ้นรนอะไร หิวก็มีกิน อยู่อย่างไม่เจริญ ไม่ต้องแข่งขันกับใครก็อยู่ได้ เราเองไปหลงกับกระแสโลกกันเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมเข้าใจว่าสิงคโปร์ต้องทำเพราะเขาไม่มีจะกิน ส่วนเรานั่นหรออยู่อย่างไรก็รอดอยู่แล้ว

Leave a comment »

Power Controls Interculture

ผมมักจะได้รับเนื้อหาข้อความอยู่บ่อยๆว่า มารยาทในสังคมต่างชาติเป็นอย่างไร แล้วเราก็ควรจะปฏิบัติตัวในสถานะการณ์ต่างๆอย่างไร ไม่ว่าจะกับ ฝรั่ง หรือ ญี่ปุ่นก็ตาม แต่โดยเฉพาะญี่ปุ่นเนี่ยจะมีพิธีรีตองมากกว่าชาติใดๆ แค่เรื่องการให้นามบัตรกันนี่ก็มีพิธีมากมายตั้งแต่ วิธีการยื่นนามบัตรจะต้องยื่นด้านไหนออกก่อน ควรเก็บนามบัตรของตัวเองและผู้อื่นไว้อย่างไร ควรจะพูดจายังไง เวลาทำอย่างโง้นอย่างงี้

ผมก็มานั่งคิดเล่นๆนะ ทั้งๆที่อยู่ในเมืองไทยแท้ๆ ทำไมต้องมานั่งทำตามธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นด้วยว่ะ ถ้าวันดีคืนดีผม deal งานกับญี่ปุ่นแล้วผมใช้วัฒนธรรมไทยบ้างหล่ะ ใช้การไหว้สวยๆ ใช้กริยามารยาทแบบคนไทยผู้ดี พวกเขาจะมองว่าเรามีมารยาทหรือไม่มีมารยาท แต่แน่นนอนครับผมว่า ผมคงต้องโดนด่าแน่ๆเลย และคนญี่ปุ่นบางคนที่ยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติก็อาจจะไม่พอใจก็ได้

คิดเรื่องพวกนี้แล้วก็รู้สึกว่าจริงๆแล้วเรื่องของ Power ทั้งหลายของประเทศใหญ่ๆที่สามารถต่อรองกับเราได้ พูดง่ายๆก็คือประเทศที่เราต้องง้อเขาให้ช่วยเหลือ ให้มาทำธุรกิจด้วยเนี่ย เขาไม่ได้มาในรูปแบบของผู้มีอำนาจทางการเงินเท่านั้น แต่เขาจะมาในรูปแบบของการครอบงำทางวัฒนธรรมด้วยแล้วเป็นวัฒนธรรมที่เขาไม่ได้บังคับให้เราทำด้วยละมั้ง แต่จะเป็นลักษณะที่เราเดินตามเขาแล้วพร้อมที่จะทำเพื่อเขาเท่านั้น ถ้าคิดดีๆมันก็เหมือนกับที่อื่นๆแหละตั้งแต่สมัยกรีก โรมันที่เอาธรรมเนียมไปใช้ในดินแดนอื่นๆ รวมไปถึงช่วงจักรวรรดินิยมของอังกฤษและฝรั่งเศสที่ยึดดินแดนไปทั่วโลก ทำให้บ้านเมืองเราต้องสร้างอะไรให้เป็นตะวันตกมากขึ้นในระยะหนึ่ง

มาคิดในทางกลับกันหากเราเป็นผู้ยิ่งใหญ่บ้าง เราก็คงไปไหนมีแต่ภาษาไทยในบ้านเมืองเขา ตอนรับเราเป็นภาษาไทยแล้วก็ไหว้เราด้วยท่าสวยๆเวลาไปประชุมแน่ๆ เพราะฉะนั้นการที่บางประเทศที่เคยอ่อนน้อมถอมตนกับเราเกิดยืนขึ้นมาและปฏิเสธที่จะใช้วัฒนธรรมคนอื่นแสดงว่าเขาจะยืนด้วยตัวเองได้ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็คงยกทัพไปตีละมั้ง แต่สมัยนี้มันก็จะทำให้เรารู้สึกว่าเขาไม่เป็นมิตรกับเรา ถ้าเราไม่เจ๋งจริงเขาก็จะเกิดแรงต่อต้านทางวัฒนธรรมได้และจะสร้างแรงอำนาจในการต่อรองกับเรา ผมก็เลยคิดว่าเรื่อง Power ของประเทศมันไปในทิศทางกับ Culture และธรรมเนียมปฏิบัติที่จะไปสู่อีกประเทศได้นะครับ

Leave a comment »

Asian & Western Name

ลองสังเกตนะครับ ฝรั่งกับคนเอเชียจะมีวัฒนธรรมการตั้งชื่อที่ไม่เหมือนกัน หากเรามองภาษาเราเอง หรือไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า อินเีดีย ทั้งหมดทั้งมวลแล้วจะเห็นได้ว่า ทั้งชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อเมืองมักจะมีความหมายที่สามารถแปลได้อยู่ อาทิเช่น กรุงเทพ ก็คือเมืองหลวงแห่งเทพเทวดา โตเกียวในภาษาญี่ปุ่นก็แปลว่าเมืองทางทิศตะวันออก ปักกิ่งในภาษาจีนก็หมายถึงเมืองในทางทิศเหนือ

แต่ในภาษาของพวกฝรั่งนั้นชื่อมันจะไม่มีความหมายอะไรเลย มีน้อยมากที่จะแปลความหมายได้ อย่าง ลอนดอน ปาีรีส โรม เวียนนา ผมเองก็พยายามจะหาว่ามันมีความหมายไหม แต่ชื่อของฝรั่งนั้นคือชื่อจริงๆ ชื่อมันไม่มีความหมายอะไร ผมก็เลยเข้าใจว่าฝรั่งเขาไม่ค่อยจะแคร์และสนใจอะไรกับความหมายของคำว่าชื่อเท่าไหร่

ถ้าพูดถึงชื่อคนแล้วก็เช่นเดียวกัน คนไทยและคนในเอเชียจะมีวิธีการตั้งชื่อให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ซึ่งการตั้งชื่อนั้นจะยึดความหมายที่มีความเป็นสิริมงคลของผู้ที่ถูกตั้งชื่อ ฝรั่งเองเด็กเกิดใหม่ก็เรียก จอร์น แมรี่ แอนนี่ ไม่มีความหมายอะไรนักหรอก เพราะฉะนั้นทางเอเชียผมว่าจะมีความปราณีตในเรื่องลักษณะแบบนี้มากกว่าฝรั่ง ชื่อนั้นจะติดตัวเรา เวลาใครถามว่าชื่อเรา นามสกุลเราแปลว่าอะไร เราก็ตอบความหมายได้ และในทุกครั้งที่เราบอกความหมายให้กับคนอื่นก็จะทำให้เราระลึกเสมอว่าพ่อแม่ตั้งชื่อให้เราแบบนี้เพราะอยากให้เราเป็นยังไง

ผมว่ามันดีนะ เรื่องวัฒนธรรมของชาวเอเชียนั้นจะค่อนข้างผูกพันธ์กันมากระหว่างคนในสังคม เรื่องชื่อก็เป็นเรื่องเล็กๆเรื่องหนึ่งที่ผมว่ามันมีคุณค่าในวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันคนไทยเริ่มตามตะวันตกขึ้นเรื่อยๆ ตั้งชื่อให้ลูกแบบฝรั่ง จอนนี่ โจนาธาน ซาร่า อะไรงี้ ผมก็แค่รู้สึกว่าของดีๆของเราจริงๆรักษาไว้ก็ดีนะ ตั้งชื่อความหมายดีๆให้ลูก มันก็เพิ่มเสริมความผูกพันธ์และความปราถนาของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นดังที่ตั้งชื่อไว้ แต่นั่นก็อยู่ที่แต่ละคนนะ ไม่ผิดหรอกที่ตั้งชื่อแบบฝรั่ง สำหรับผมชอบแบบไทยมากกว่า

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.