Archive for Banking & Investment

VISA Debit targets Teenager Segment

เขียนเมื่อ 21 ธันวาคม 2552

วันนี้ได้แวะเวียนไปยังธนาคารกรุงไทยจากการที่ได้เห็น Promotion เงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงมากแบบล่อตาล่อใจเลยลองไปดูซักนิดแต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่ผมมองว่าแปลกจริงเท่ากับการที่ได้ไปเห็นโฆษณาของ KTB VISA DEBIT ที่เป็นบัตรเดบิตรูปลักษณ์มีตัวการ์ตูนน่ารักๆมากมายหลายหลาก ตอนแรกๆก็นึกว่ามันจะเป็นลักษณะเดียวกับบัตรของธนาคารกสิกรไทยที่เราสามารถเลือกว่าจะทำ Card ข้างหน้าเป็นรูปอะไรก็ได้ แต่ดันเข้าใจผิดซะงั้นเพราะการ์ตูนดังกล่าวก็เป็นบัตรที่เกี่ยวข้องกับเกมส์ออนไลน์

ผมถามเงื่อนไขของบัตรดังกล่าวพบว่า เป็นบัตร Debit ที่มีอายุของมันเอง 2 ป บัตรนี้มันจะไม่มี Book Bank ให้ เพราะฉะนั้นหายแล้วหายเลย เวลาฝากตังก็มาฝากตรง Counter ธนาคารใส่เงินลงไปในบัตร ซึ่งก็ใช้ในลักษณะเอาไว้รูด VISA ได้ทั่วไป รวมถึงเอาไปรูดซื้อของได้เหมือนบัตรอื่นๆเพื่อสะสมแต้ม ผมมองแบบเร็วๆแล้วมันก็คงไม่ต่างกับบัตร Co-Brand ทั่วไประหว่างธนาคารกับบริษัทที่ร่วมกิจกรรม

แต่สิ่งที่น่าสนใจนั่นคือ โดยปกติแล้วเขาจะทำเป็นบัตรเครดิตเพื่อนำมาแข่งกันในท้องตลาดออกมาเป็น Co-Brand Card Target ไปยังผู้ใช้บริการห้างร้าน สายการบินทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้ซึ่งชำระกันเป็นบัตรเครดิตซึ่งมันมีข้อดีในการเพิ่มวงเงินได้มากกว่าการจะใช้เงินสดและนำวงเงินในอนาคตออกมาใช้ได้ซึ่งสร้างรายได้ให้กับธนาคารมากอยู่ ภายใต้การแข่งขันลักษณะนี้กรุงไทยออกมาเป็นลักษณะบัตรที่ไปเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กโดยใช้บัตรเดบิตที่ให้คงเงินสถานะตามที่เด็กนำไปวางไว้ในบัตรเท่านั้น

ถามว่าทำรูปแบบลักษณะนี้มันจะได้รายได้เท่าบัตรเครดิตหรอ ผมเชื่อว่าต่อใบไม่เท่าหรอกครับ ยังไงผู้ที่ใช้บัตรเครดิตก็ Generate รายได้มากกว่าอยู่ แต่ Idea นี้ผมมองว่าเป็น Blue Ocean ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ไม่น้อยในเชิงปริมาณเพราะจำนวนเด็กเล่นเกมส์ออนไลน์มีมากมายมหาศาล เด็กๆอาจจะไม่มีรายได้มาให้ธนาคารกินดอกเบี้ย แต่การที่เด็กนั้นเห็นข้อดีจากการใช้บัตรเพื่อสามารถแลกแต้มแลกไอเท็มจากบัตรที่ Co กับเกมส์ออนไลน์ได้ นั่นก็สามารถทำให้ธนาคารได้รายได้เชิง Deposit ไม่น้อย เช่นได้ Foat ได้นำเงินไปปล่อยกู้หรือลงทุนได้เช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันเด็กก็ได้การตอบแทนในเรื่องของสิทธิพิเศษต่างๆในเกมส์ บางทีอาจจะนำเงินจากบัญชีมาใส่ในบัตรนี้ในทีเดียวเลยก็ได้ นั่นเท่ากับสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่เลยจริงๆ

จุดเนี่ยเป็นจุดเล็กๆที่ผมมองว่าแปลกดีที่มีคนออกผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ออกมาได้ นานๆจะเจอซักที ก็เลยมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

Leave a comment »

Profit Taking and Reinvestment Area

พบคำถามมากมายเกี่ยวกับการลงทุนจนต้องมานั่ง Test Model เพิ่มเติมอีกแล้ว ตอนนี้มีหลายๆคนสนใจในเรื่องการใช้หลักการ Dollar Costing Average (DCA) เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แล้วถามผมว่า หากหุ้นขึ้นแรงๆเนี่ย เราควรจะขายทิ้งทำกำไรหรือปล่อยไว้ให้มันสะสมต่อไป บางคนก็มองว่ากลัวขายไปแล้วหุ้นขึ้นต่อก็จะอดของถูก บางคนก็มองว่าปล่อยไปเรื่อยๆหล่ะมั่นคงดี

จนกลายเป็นคำถามว่าหากเราลงทุนเฉลี่ยๆ 1 ปี เนี่ยแล้วมี 2 วิธีในช่วงหุ้นมันขึ้นเยอะๆเราควรจะทำแบบไหนที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่ากัน
1. ขายหุ้นทิ้งในกลางปีแล้วนำกำไรทั้งหมดมาต่อยอดในครึ่งปีหลังแล้วทำกำไรปลายปี
2. ปล่อยมันไปรอจนกว่าจะปลายปีแล้วขายทิ้งทำกำไรทีเดียว
ตรงนี้ผมเลยต้องมานั่ง Test Model ขึ้นมาว่า วิธีไหนจะดีกว่ากัน

Simulation ที่ 1

แล้วผมก็มองว่า ในเดือนที่ 6 ถ้าผมมอง 2 แบบ โดยแบบแรกผมจะอยู่เฉยๆแล้วลงทุนเท่าเดิมในปลายปี และแบบที่สองผมจะทำกำไรที่ 16.50 บาทไป แล้วเอาเงินที่ได้มาลงครึ่งปีหลังทั้ง หมด ทั้งสองวิธีจะทำให้ผมได้กำไรอย่างไรบ้างดังนี้

วิธีแรกอยู่เฉยๆ ลงทุนต่อเนื่องต่อไป

วิธีที่สอง ขายทำกำไรครึ่งปีแรกแล้วเอามาแบ่งเฉลี่ยลงไปในครึ่งปีหลัง
ทำกำไรที่ 16.5 = (1000+910+833+667+714+625)x16.5 = 78358.5
แบ่งลงทุนใหม่ 78358.5/6 = 13059.75

วิธีที่ 1 ทำกำไรที่เดือนธันวา 16.5 จะได้เงินทั้งหมด 9190 x 16.5 = 151,635
วิธีที่ 2 ทำกำไรที่เดือนธันวา 16.5 จะได้เงินทั้งหมด 10313 x 16.5 = 170,164

คิดว่าวิธีไหนขายทำกำไรจะได้เงินมากกว่านะครับ แต่ Model นี้ผมเห็นว่าตัวเลข Simulation ที่ผมตั้งไว้นั้นจะเป็นลักษณะขายทำกำไรในตอนราคาสูงแล้วมาเก็บตอนที่ถูกลง ก็เลยคิดว่าลองทำ Simulation อีกตอนที่ราคามันขึ้นไปเรื่อยๆอีก ดูซิว่าจะได้คำตอบอย่างไรบ้าง

Simulation 2

ถ้าราคามันขึ้นไปเรื่อยๆต่อมันจะเป็นยังไงก็ลองกำหนดตัวเลขลักษณะนี้ วิธีแรกคืออยู่เฉยๆแล้วลงทุนต่อเนื่องไปเรื่อยๆอีกครับ

วิธีที่ 2 เหมือนเดิมครับ ทำกำไรแล้วนำมาลงทุนเพิ่มเติมในครึ่งปีหลัง

วิธีที่ 1 ทำกำไรที่เดือนธันวา 20 จะได้เงินทั้งหมด 8,188 = 163,760
วิธีที่ 2 ทำกำไรที่เดือนธันวา 20 จะได้เงินทั้งหมด 7,929 = 158,580

พอเป็นลักษณะนี้ 2 Simulation นั้นไม่เท่ากันแล้วล่ะครับ แสดงว่าการลงทุนโดยการขายทำกำไรแล้วมา Allocate ใหม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นในอนาคตด้วย ซึ่งมันตอบไม่ได้ว่าจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าหรือน้อยกว่า ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวผมมองว่าหากเราไม่อยากจะต้องเสี่ยงอะไรก็อยู่เฉยๆต่อไปก็จะปิดความเสี่ยงแล้ว แต่ในการขายทำกำไรเพื่อซื้อใหม่นั้นผมมองว่ามันก็เหมือนกับการเปิดความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มากขึ้น(หรือน้อยลง) ในการซื้อหุ้นนะครับ

ที่นี่ผมว่าการขายทำกำไรแล้วซื้อใหม่นั้น ถ้าจะให้ได้กำไรจริงๆจะต้องอยู่ในนช่วงของ Reinvestment Area นะครับ จุดสีแดงหมายถึงจุดที่คุณขายทำกำไรไปนั้น ควรจะต้องสูงกว่าจุดที่คุณเอาเงินมา Reinvest ตรงนี้ถ้าเราขายได้สูง แล้วเอาเงินไปทะยอยสะสมช่วงหุ้นราคาลงจากที่ขาย รับรองว่าตรงนี้ได้กำไร ในเชิงของ DCA นั้นก็ต้องมองเฉลี่ยดูว่า เราจะกระจายยังไง หาก Portion ของการกระจายดันมีจำนวนเดือนที่ซื้อหุ้นใหม่ในราคาสูงกว่าจำนวนเดือนที่ซื้อได้น้อยกว่าก็ต้องมา Weight Price/Unit กันไป ซึ่งนั้นก็อยู่ที่ความโชคดีของแต่ละคนนะครับ

แต่ตรงนี้ใครจะไปรู้ได้หล่ะว่าขายไปแล้วจะขึ้นหรือจะลง อยู่ที่โชคชะตาพอๆกับการทำนายทายทักที่ถูกต้อง สู้ๆนะครับทุกท่าน ผมว่าหากเราใช้ Dollar Costing Average แล้วต้องการเปิดความเสี่ยงเพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้นในลักษณะนี้ ผมคิดว่าควรจะนำมาผูกกับ Rebalancing Model ในการลงทุนด้วยเช่นกัน (ผมเคยเขียนเรื่อง Auto Rebalacing Investment ไว้ ลองหาดูนะครับ) หากสามารถลงทุนต่อเนื่องโดยมีการปรับ Port เพื่อทำกำไรไปด้วยในตัว มันจะทำให้เราสามารถลงทุนได้กำไรมากขึ้นกว่าการทำ DCA อย่างเดียวแน่ๆ

ปล. เรื่องนี้ผมไม่ได้เอาเรื่องปันผลกับผลตอบแทนจากการย้ายทรัพย์สินไปลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆเพื่อพักเงินในการรอลงทุนนะครับ ถ้าลงทุนจริงๆอาจจะต้องดูตรงนี้ก็ได้ว่า หากเราขายหุ้นใน 6 เดือนแรกนั้นเราจะเสียโอกาสในการรับปันผลหุ้นด้วยไหม เมื่อเทียบกับการขายหุ้นแล้วเอาเงินไปพักที่หลักทรัพย์อื่นๆเช่นพันธบัตรหรือกองทุนระยะสั้นเพื่อรับดอกเบี้ยในการเตรียมการลงทุนต่อ

Leave a comment »

วิธีการเลือกหุ้นในการลงทุนระยะยาวของผม

ตั้งแต่ผมซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาวนั้นมีคนสอบถามผมเยอะจริงๆว่าทำไมผมต้องเลือกซื้อตัวนั้นตัวนี้ ไม่ใช่ตัวที่มัน 2 วันกำไร 200% หรือเล่นรอบๆไปรวยกว่าอีก ซึ่งทุกครั้งผมก็พยายามจะบอกทุกคนให้มองเรื่องวัตถุประสงค์ของตัวเองว่าเราจะเอาเงินลงทุนเพื่อทำอะไร เกร็งกำไร หรือ ลงทุน เพราะคำตอบของผมในแนวทางทั้งสองนั้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน วันนี้ผมขอพูดในเรื่องของการเลือกในการลงทุนระยะยาวแล้วกัน

ขึ้นชื่อด้วยว่าการลงทุนระยะยาวนั้น สิ่งที่ผมมองก็คือการที่ผมต้องเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัทอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเป็น 1 วันแล้วกำไรขายทิ้งทันทีนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะมองยาวๆเกี่ยวกับบริษัทและธุรกิจของเขาในตอนนั้นว่ามันจะดีหรือไม่ดียังไง? แน่นอนครับถ้าผมถามคนที่เข้ามาในตลาดเงิน ตลาดทุนใหม่ๆว่าจะเลือกซื้อหุ้น พันธบัตร หรือกองทุนอะไร เขาจะตอบว่า “อะไรก็ได้ที่ผลตอบแทนเยอะๆ” แล้วถ้าผมถามต่อไปว่าแล้วจะดูความเสี่ยงยังไงหรือดูผลตอบแทนยังไงว่าปีหน้าจะได้เยอะ คำตอบที่ผมจะได้คือ “ก็ดูกราฟย้อนหลังซิว่าปีก่อนหน้าดีแค่ไหน” เลือกถูกก็ดีไป เลือกผิดก็แย่ไปแต่สิ่งที่จะได้จากการเลือกผิดคือค่าเบิกเนตร

นี่เป็นความจริงของนักลงทุนหน้าใหม่ หลายๆครั้งผมก็ต้องพยายามอธิบายเพื่อนๆผมที่คิดลักษณะนี้เข้าใจว่าเขาการซื้อหุ้นนั้นคือเราลงทุนเพื่ออนาคตนะ ไม่ใช่จะซื้อแล้วพอขาดทุนก็จะบอกว่าไม่เป็นไรไม่ขายไม่ขาดทุน จนแล้วจนเล่าบริษัทล้มละลายเน่าเฟะก็จะเห็นว่าเงินตัวเองกลายเป็นเศษกระดาษในใบหุ้นไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็แล้วแต่ผมจะเสนอแนวทางของผมในการเลือกหุ้นก็ได้ว่าการที่ผมได้กำไรมาจนถึงทุกวันนี้ผมเลือกจากอะไร?

ผมจะบอกให้เลยว่า ผมมองแค่ 2 อย่างเอง !!!

1. บริษัทนั้นต้องมีผู้นำที่ดีและธรรมภิบาลสูง

ผมเข้าใจนะครับว่าทุกคนต้องการให้บริษัทที่ตัวเองเข้าไปลงทุนนั้นมีกำไร ซึ่งมันอาจจะสะท้อนมาด้วยมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นและการปันผลให้กับผู้ถถือหุ้น แต่สิ่งนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ผมมองว่าขึ้นอยู่กับจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของเขาด้วยล่ะ ตัวอย่างนี้ผมนำมาจากชีวิตจริงเมื่อผมกับเพื่อนตัดสินใจเลือกหุ้นคนละตัว ผมเลือกหุ้นที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นหัวอนุรักษ์ของเขา มันอาจจะไม่ได้โตเร็วหรอก โตช๊าช้า ในขณะที่เพื่อนผมมองว่าบริษัทนั้นกำไรเยอะเท่านั้ ดูเหมือนเพื่อนผมจะคิดถูกเพราะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในหุ้นมีอัตราที่สูงกว่าผม แต่บังเอิญจริงๆที่อยู่บริษัทที่เพื่อนผมไปลงทุนนั้นถูกฟ้อง มีการลากไส้และให้ระงับโน้นนี่ ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของเขา มูลค่าหุ้นบริษัทที่เพื่อนผมถือตกฮวบทันทีและมีแนวโน้นจะลดลงเรื่อยๆตราบใดที่นักลงทุนไม่เห็นความชัดเจน หุ้นก็จะถูกเทขายไปเรื่อยๆ ในขณะที่หุ้นผมนั้นไม่มีเรื่องกับใคร เดินหน้าอย่างสบายใจ จนปัจจุบันผมลงทุนได้กำไรงามในขณะที่เพื่อนผมขาดทุนจากการลงทุนไปแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่ากำไรอย่างเดียวไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าจะไปรอด

บริษัทที่มีการลงทุนเพื่อแสวงหากำไรโดยไม่ได้คำนึงว่าประชาชนจะเป็นอย่างไรนั้น นักลงทุนคงจะ enjoy Profit แต่เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนทั่วไปเห็นว่ามันมากเกินไป เชื่อซิครับมันจะเกิดการแอนตี้กันอย่างกว้างขวาง แล้วในฐานะของนักลงทุนอย่างเราจะทำใจได้หรือเปล่าทั้งในแง่การยอมรับในสังคม และในเงินของภาพที่สะท้อนออกมาเป็นผลจากการลงทุน

2. ธุรกิจต้อง Basic ง่ายๆ

ผมพูดไม่ผิดหรอกนะ ธุรกิจง่ายๆของผมนั้นคือทำอะไรก็ได้ที่กินได้ทั้งชาติ ไม่ต้องพัฒนามากชาตินี้ก็ยังมีคนซื้อและมีกิน ผมเลี่ยงที่จะลงทุนในหุ้นที่มีการแข่งขันในเรื่องเทคโนโลยีสูงๆ หรือ Design สูงๆ เพราะผมคิดว่ามันไม่ได้เข้าใจง่ายๆ บางคนอาจจะได้กำไรตู๊มต๊ามกับสินค้าไฮเทครูปแบบใหม เช่นผมจะเลือกซื้อหุ้นของรองเท้าฟองน้ำมากกว่าจะซื้อหุ้นของบริษัทที่ผลิตนรองเท้าคู่ละ 4 หมื่นบาท บางคนอาจจะมองว่าคู่ละ 4 หมื่น ต้นทุนต่ำจะตาย Margin เยอะ ยังไงก็กำไรมากกว่า หรือในอีกแง่หนึ่งคนอาจจะชอบลงทุนกับมือถือเพราะมันมีอะไรใหม่ๆมากกว่าไปลงทุนในเรื่องของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีแต่รสชาติเดิมๆ

ก็คงจริงอยู่ในครับ แต่สำหรับผมแล้วมองว่า การที่มีการทำอะไรพิเศษๆนั้นก็ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ในการแข่งขันที่ยั่งยืนก็ต้องนำเงินเหล่านั้นมาพัฒนาเทคโนโลยีให้เพิ่มไปอีก เงินที่ได้มานั้น จะมาแจกจ่ายให้กับนักลงทุนอย่างเราๆเท่าไหร่กัน สุดท้ายแล้วก็จะนำหมุนไปต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์มากกว่า ผมเลยชอบอะไรที่มันไม่เปลี่ยนแปลงมาก อย่างรองเท้าฟองน้ำให้ตายอย่างไร ขามนุษย์ก็ไม่เปลี่ยนเป็นขากบ การลงทุนแม่แบบลงทุนเพียงครั้งเดียวจบ ต่างจากการทำพวกล้อรถหรือมือถือที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนารุ่น แม่แบบต้องเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา พวกนี้มีความเสี่ยงมากๆเทียบง่ายๆกับสิ่งที่อยู่ในรอบตัวเราเช่น ใครจะเชื่อว่าอยู่ๆคนจะมาใช้ โทรศัพท์มือถือแทนที่ Pager, เทปจะโดนแทนที่ด้วยซีดี, MP3 จะถูกแทนที่ด้วย Apple

แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของ บริษัทจำหน่ายสี อีก 100 ปีข้างหน้าบ้านก็ต้องทาสี ผมเลยชอบที่จะเลือกอะไรง่ายๆอย่าง บริษัทผลิตน้ำมัน หลังคา สี พลาสติก ของกิน ปล่อยเงินกู้ เพราะยังไงมันจะไม่ตายแล้วอยู่กับเราต่อไป พอเป็นเช่นนี้ผมเลยสนุกที่จะได้ดูว่าสินค้าพวกนี้จะเอาไปขายที่ไหน มีนวัตกรรมอะไรของเขาใหม่ๆได้บ้าง เลยไม่ได้สนใจนโยบาย ประกาศตัวเลขต่างๆจากรัฐบาล หรืออะไรที่เป็น Macro เพราะประกาศว่าเศรษฐกิจไม่ดียังไง เลวร้ายยังไง คนก็ยังซื้อพลาสติกใช้อยู่ดีนั่นแหละ

ผมมอง 2 เรื่องนี้จริงๆ บางคนบอกว่าทุกอย่างมันดีแต่ทำไมราคาหุ้นไม่ค่อยขยับเลย ผมมองว่าแค่สภาพคล่องมันน้อย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อคนเห็นความก้าวหน้าก็ย่อมที่จะเสนอซื้อหุ้นแพงขึ้นอยู่แล้วถ้าบริษัทนั้นดีและมีกำไร ทุกอย่างจะสะท้อนออกมาเองโดยที่เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรือรีบปั่นทำกำไรทั้งสิ้น กินนานๆ อร่อยกว่าอีกนะ

ตรงนี้อาจจะมีคนเห็นไม่ตรงกับผมก็ได้ ยังไงทางเลือกและวิธี แนวทางของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้วนะครับ ลองพิจารณาก่อนลงทุนแล้วกัน (การลงทุนมีความเสี่ยง)

Leave a comment »

TMB กดตู้ไหนก็ฟรี

เขียนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552

ได้เป็นเห็นโฆษณาตัวใหม่ของ TMB หรือธนาคารทหารไทย ไม่อยากเชื่อเลยว่าหลังจากเปลี่ยนทีมงานบริหารแล้วจะมีอะไรแปลกๆออกมาจนผมตกใจอยู่หลายครั้งว่า ทำไมๆ ของง่ายๆแบบนี้ธนาคารโดยทั่วไปถึงคิดไม่ได้ หรือยังยืดติดกับภาพการเป็นเสือนอนกินก็ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่ในเรื่องของดอกเบี้ยขึ้นแล้วขึ้นเลยตามที่ผมเคยวิเคราะห์ตามความเห็นของผมใน Blog นี้ในกระบวนการการคิดแนวใหม่ๆของการทำธุรกิจการเงิน

กับข้อมูลของโฆษณาที่กล่าวไว้ว่าตู้ ATM ของทหารไทยมีน้อยมากแต่นั่นเลยทำให้เขากลายเป็นธนาคารที่มีตู้ ATM ที่เยอะที่สุดหลังจากการที่ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใหม่คือบัตร TMB No limit Debit Card ที่ไม่มีการจัดเก็บค่าทำเนียมในการกดเงินข้ามธนาคาร ผมเองก็ยังไม่ได้ลง Detail ในเรื่องนี้นะ เพียงแต่ผมรู้สึกว่ามันควรจะมีมานานแล้ว อย่างในประเทศอังกฤษที่ผมเคยใช้บริการของ NATWEST พอเอาบัตรไปกดที่ HSBC หรือ BARCLAY ผมก็ไม่เคยต้องจ่ายค่าทำเนียมอะไรเลย

งานนี้นับว่า TMB รุกเร็วแบบคิดใหม่ไม่มีใครเหมือนจริงๆ ต่อไปอาจจะไม่คิดค่าบริการเวลาไปกดเงินข้ามเขตก็ได้ บางคนอาจจะถามว่าแล้วอย่างงี้ไม่ได้ค่าทำเนียมขึ้นมาธนาคารก็จะสูญเสียรายได้ตรงนี้ไปซิ ? ผมว่าถ้ามาคิดดีๆคนกดข้ามตู้ยี่ห้อธนาคารคงมีไม่เยอะหรอกครับเพราะไม่มีใครอยากเสียตังตรงนี้เท่าไหร่ ผมเองก็เลือกแต่ตู้ของตัวเองเท่านั้น แต่ตรงนี้อาจจะต้องพิจารณาด้วยว่าการกดข้ามธนาคารนั้น ธนาคารเจ้าของบัตรจะต้องเสียค่า Transaction อะไรหรือเปล่า? หรือค่าทำเนียมทั่วไปก็พอแล้ว? ถ้าคิดว่าอยากรุกเร็ว ไม่ต้อง invest ตู้ใหม่ ผมว่าต่อให้ต้องเสีย Transaction นิดๆหน่อยๆก็สามารถซื้อเวลาการเป็นที่หนึ่งในการให้บริการก่อนที่ตู้ของธนาคารตัวเองจะตามมาก็ได้

ธนาคารอาจจะเสียในรายได้บางส่วนไป แต่แน่นอนถ้า Product นี้มันบูมขึ้นมา TMB คงจะได้ลูกค้าประเภทต้องกดเงินบ่อยๆมาอยู่ในมือแน่ๆ และแน่นอนพวกนี้จะพาเงินฝากของเขามาให้ธนาคารในการนำไปเป็น Resource ในการให้บริการต่างๆทางการเงิน ก็ไม่แน่นะครับธนาคารอื่นๆอาจจะทำตามผลดีแน่นอนตกอยู่กับลูกค้าเห็นๆครับ ต้องขอบคุณ TMB มากๆเลยล่ะ ^^

Leave a comment »

Debt Securities – Relationship between Price Interest Yield

วันนี้มาคุยเรื่องของตราสารหนี้ดีกว่านะครับ ตราสารหนี้ก็คือเงินที่เราไปให้บริษัทหรือรัฐบาลยืมเพื่อประกอบกิจการต่างๆ เงินที่เราให้ไปนั้นถือว่าเราเป็นเจ้าหนี้นะครับ ไม่ใช่เป็นเจ้าของเหมือนการซื้อหุ้น เพราะฉะนั้นแล้วการเป็นเจ้าหนี้เราจะได้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแน่นอนจะได้รับน้อยกว่าการเป็นเจ้าของ บางคนก็ถามผมว่าถ้าเป็นแบบนี้ซื้อหุ้นไม่ดีกว่าหรอ ผมก็จะบอกว่าแน่นอนซื้อหุ้นผลตอบแทนมากกว่าแต่ความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้อยู่แล้ว ถ้าพูดในเชิงของเปรียบเทียบทั่วไปนะครับ ถ้าบริษัทล้มยังไงเจ้าหนี้ได้เงินคืนก่อนเจ้าของเสมอนะครับ แต่ถ้ากำไรเหลือเจ้าของการหารกันไป

ตราสารหนี้ นั้นก็มีหลายแบบนะครับ หุ้นกู้ ตั๋วคงคลัง พันธบัตร เวลาที่เขาจะออกมาเนี่ย เขาก็จะต้องไปอิงอัตราดอกเบี้ยในตลาดว่า ตอนนี้จะออกตราสารตัวนี้อิงอัตราดอกเบี้ยแล้วจะให้กี่ % ก็ว่าไป แล้วก็กำหนด Pricing ออกมาว่าจะขายในราคาเท่าไหร่ นั่นแหละก็จะมีเรื่องของ ราคา อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนที่เราอาจจะคิดคำนวณกันว่า ถ้าเราถือครบเราจะได้เท่าไหร่ๆน้า แต่มันยังมีอีกเรื่องที่เราต้องคิดก็คือในมุมของเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ในเมื่อเวลามันเปลี่ยนไปได้ อัตราดอกเบี้ยในตลาดก็เปลี่ยนไปได้ ซึ่งตรงนี้แน่นอนมันมีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวตราสารหนี้ที่เราถืออยู่แน่นอน ถ้าเราถือตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 10% แล้วอยู่ๆ มีอีกตัวนึงลักษณะคล้ายๆกันออกมาแต่ดอกเบี้ยมันตกลงไปอยู่ที่ 5% จะดีกับเราไหม? แหม ของเราก็ยังได้ 10% เหมือนเดิมซิครับ แต่คนอื่นได้ 5% ซะแล้ว แต่กลไกลของตลาดตราสารหนี้นั้นจะทำให้ 10% ที่เราถือนั้นเปลี่ยนไป เนื่องจากผลตอบแทนอ้างอิงในตลาดมันลดลง ในทางการเงินนั้นก็ทำให้ Yield มันเปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะฉะนั้น ในเมื่อใครๆเห็นเราได้ 10% ก็คงอยากจะได้ เพราะเขาซื้อกันตอนนี้ที่ออกใหม่ก็ได้แค่ 5% พอเป็นเช่นนี้แน่นอน ตัวตราสารหนี้ที่ 10% นั้นจะถูกปรับราคาขึ้นทันที

ถ้ามองในมุมกลับ ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ถ้าเราได้ซื้อตราสารหนี้ 5% อยู่ๆ ก็มีตัวคล้ายๆกันออกมาอยู่ที่ 10% ล่ะ ? ใครๆก็ต้องขาย 5% ออกมาซื้อ 10% อยู่แล้วล่ะ ราคา Bond ที่เราขายก็จะเกิดการ Discount ขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วงที่เราไม่รู้จะลงทุนอะไร อะไรก็ไม่แน่นอนผมก็มองไว้ว่า “ลงสั้นเข้าไว้ๆ

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.