Archive for February, 2010

From Corporate Social Responsibility to Social Enterprise

เขียนเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2553

กระแสการมีส่วนร่วมต่อสังคมในช่วงนี้กำลังมาแรงมากเลยนะครับ แล้ววิธีการมันก็มีการดำเนินไปเรื่อยๆในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆด้วยซิ ผมเองก็พยายามศึกษาเรื่องทิศทางของสิ่งเหล่านี้คิดว่ามันมีการปรับตัวให้เข้มข้นขึ้นมาแล้วประมาณ 3 ยุค

ในยุคแรกๆของการทำ CSR เนี่ยเป็นลักษณะของการที่บริษัททั้งหลายได้ตั้งเป้าหมายและแนวทางในการช่วยเหลือสังคมในเชิงความรู้วิชาการและการให้เงินสนับสนุนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนการศึกษา การจัดงานส่งเสริมการให้ความรู้กับคู่ค้า ลูกค้า และสังคมต่างๆ ก็จะเป็นลักษณะของการให้ soft skill/ knowledge กับสังคมเป็นหลัก

พอมาในยุคที่ 2 ของการทำ CSR พวกบริษัทต่างๆก็จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสังคมมากขึ้นโดยเน้นการลงมือปฏิบัติ อย่างเช่นการที่เราเข้าไปพัฒนาชุมชน ไปสอนหนังสือเด็กถึงแหล่งชุมชน ช่วยกันปลูกป่ารักษาน้ำ หรือใดๆที่เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมจริงๆจังๆมากกว่าจะให้ข้อมูลเชิงงานวิชาการเท่านั้น ผมว่าโดยบริษัทส่วนใหญ่ ณ วันที่ผมเขียนเนี่ยก็ยังอยู่ใน Phase นี้กันมาก ยังไม่ไปถึงขั้น Social Enterprise

ตอนนี้อยู่ในช่วงที่กำลังเดินหน้าสู่ Social Enterprise กันมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองนอกนะครับ ลักษณะของการทำ SE นั้นจะ Advance กับ CSR ค่อนข้างมาก ซึ่งผมมองว่า CSR ยังค่อยข้างเป็นมุมมองของการ Facilitate ต่อสังคมอยู่ แต่ SE จะเป็นการนำสังคมเข้ามาสู่ระบบของการรับผิดชอบขององค์กรจริงๆ

ตัวอย่างของ SE ที่ประสบความสำเร็จนั้น ผมเคยอ่าน Case หนึ่งที่อังกฤษนะครับ โดยเจ้าของร้านอาหารมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือสังคม แทนที่จะนำรายได้ไปให้เด็กยากจนโดยตรง หรือเอาพนักงานไปสอนหนังสือเด็กหลังเวลาเลิกงาน ก็ให้โอกาสเด็กยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเกเรที่มองแล้วไม่มีอนาคตเท่าไหร่มาให้ทำงาน พอเด็กทำงานเขาก็จะรักเงินที่เขาหามา ส่งเสริมให้เขามีความรับผิดชอบต่อตัวเองมากขึ้น ทางร้านก็นำรายได้มาส่งให้เด็กที่มางานที่ร้านไปเรียน แล้วจุดขายตรงนี้ก็ทำให้ลูกค้าเข้ามาอุดหนุน แม้ว่าอาหารจะไม่ได้ต่างกับที่อื่นก็ตาม

ผมมองว่า CSR หรือ SE เนี่ย มันเป็นการสร้าง Value ให้กับตัวธุรกิจได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แล้วต่อไปจะมีอะไรอีกผมเองก็ยังคาดไม่ออกนะครับ ^^

Leave a comment »

Advertising for Executive Product

ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพูดถึงหลักการตลาดครับ มี Case study หนึ่งที่ค่อยข้างขัดใจผมอยู่นิดๆเกี่ยวกับการทำ Marketing โดยเฉพาะในการวางโฆษณาของสินค้าที่ Target ไปยังผู้บริหารระดับสูง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ทำงานว่าควรจะไปวางไว้ที่ไหนเพื่อให้เกิดการขาย ซึ่งผมเองก็คิดในใจอยู่แล้วล่ะ แต่คำตอบมันไม่เหมือนกับที่เฉลยที่มองว่า ควรจะมีการวางโฆษณาไว้ในหนังสือที่พนักงานจัดซื้อเป็นผู้อ่าน

ที่ผมมองแล้วขัดใจเนี่ยเพราะในใจผมคิดว่าน่าจะเฉลยว่า “หนังสือที่ผู้บริหารอ่าน” แต่มันก็ไม่ผิดหรอกในหลักการที่ว่า คนซื้อจะเป็นผู้ตัดสินใจในการซื้อสินค้าหนึ่งๆ แต่นั่นเป็นการมองในมุมกว้างๆ เช่นการสั่งซื้อโต๊ะและเก้าอี้ของพนักงาน ในกรณีศึกษาดังกล่าวนั้นใช้คำว่า “ผู้บริหารระดับสูง” นั่นหมายความว่ามันไม่น่าใจใช่เกาอี้ราคาถูกๆ และน่าจะสร้างเพื่อเฉพาะกลุ่มด้วยอีกต่างหาก ด้วยราคาแล้วไม่น่าจะเป็นปัจจัยในการเลือกซื้อมากกว่าในเรื่องของ Personal Interest, Lifestyle, Fuctional ของผู้ใช้

ผมไม่เถียงหรอกครับว่าสุดท้ายผู้ซื้อจะเป็นพนักงานจัดซื้อ แต่ Case Study ดังกล่าวผู้แต่งเป็นฝรั่ง ผมคิดว่าในเรื่องนั้นมันไม่น่าจะใช้ได้ในเมืองไทย 100% ตามความเห็นของผมแล้วมันยังมีเรื่องที่มากกว่า Marketing ครับ อย่างเมืองไทยแล้วบริบทของผู้บริหารระดับสูงนั้นมีความแตกต่างกับฝรั่งมากๆ อาจจะต้องมองในเชิงสังคมศาสตร์และประเพณี ความเชื่อ ค่านิยมต่างๆในการทำตลาดด้วยเช่นกัน

ดังเช่นในเมืองไทยนั้นอาจจะต้องไปดูในเชิงสถิติ ซึ่งผมเองไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอย่างไร แต่ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวแล้วคาดว่าแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อโต๊ะของผู้บริหารระดับสูงนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายจัดซื้อเพียงอย่างเดียว อาจจะมีจากผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้เลือกเอง ส่วนฝ่ายจัดซื้อก็มีหน้าที่ไปทำตามคำสั่งเท่านั้น ซึ่งมันต่างจากบริษัทฝรั่งที่จะแยกหน้าที่และอำนาจอย่างชัดเจนในเรื่องนี้

ถ้าเป็นลักษณะนี้ผมยังคงยืนยันคำตอบว่าน่าจะมีการ Post Ads ไว้ในหนังสือผู้บริหารระดับสูง (ถ้าโต๊ะที่ขายนั้นไม่ใช่ตลาด Mass และมี Brand ตัวเอง) แต่ถ้าคิดว่าน่าจะมีการลงรายละเอียดให้กับฝ่ายจัดซื้อนั้นอาจจะใช้วิธีการโฆษณาของช่องทางการจัดจำหน่ายรวมไปถึงการ Replacement ต่างๆมากกว่า แต่ว่ากรณีศึกษานี้ก็เป็นแค่ในมุมมองของผมนะครับ

Leave a comment »

Knowledge Management for Innovation – My Concept and Model

 เขียนเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2553

จาก Blog ของผมในเรื่องของการสร้าง Model ในการ Link ระหว่างองค์ความรู้ Knowledge Management เพื่อการไปสร้าง Innovation ที่ผ่านมานั้น เมื่อมามองๆดูแล้วมันอาจจะสามารถค้าหาอะไรบางอย่างใน Model ได้ นั่นคือการ Identify องค์ความรู้เพื่อเลือกว่าจะแชร์ข้อมูลหรือพัฒนาให้องค์ความรู้นั้นก้าวหน้าไปได้ แต่ถ้ามามองๆดูแล้วการทำ Model ที่เป็น Option นั้นอาจจะดูยังไม่เป็น Total Solution ซักเท่าไหร่เพราะการวน Loop ของความรู้นั้นจะถูกจำกัดในเชิงของทางเลือก ซึ่งถ้าบางเรื่องไม่มีใคร Identify ทางใดทางหนึ่งก็คงไม่เกิดผลดีต่อองค์กรแน่ๆ

ดังนั้นผมเลยมองว่าจริงๆแล้วการพัฒนานั้นมันอาจจะต้องเปลี่ยนให้มัน Integrate กันทั้งในเรื่องของการทำ KM และ Innovation ให้มันต่อยอดไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่ได้ใช้การ Identity เป็นตัวยืนต้นแล้วล่ะครับเพราะไม่เช่นนั้นอาจจะไม่มีการทำเลยก็ได้หายไม่มีใครเริ่มที่จะคิด ก็เลยมองว่ามันควรจะเอามาทำในกิจกรรมเชิง Exchange มากกว่า แต่ผมว่านะครับ Model พวกนี้ต้องไปดูในแต่ละวิธีการด้วย ผมมองว่าผมอาจจะตั้งตนในลักษณะนี้แต่คนอื่นๆอาจจะมีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการให้มันดีขึ้นก็ได้ รูปภาพออกมาที่เป็นกระบวนการเลยเป็นรูปร่างแบบนี้

จริงๆแล้ว Model นี้ไม่ได้ต่างอะไรกับ Innovation Link KM Model หรอกครับ ใช้หลักการเดียวกัน ส่วนบนจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดในองค์กรแล้ว ในช่วงของการ Exchange เนี่ยก็ให้มีการ Apply Tools หรือ Activities ให้เกิดการแลกเปลี่ยนในเชิงสร้างสรร (เช่นพวก Six thinking Hat / Mind Map) เพื่อให้สามารถดูได้ว่าเมื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันแล้วอะไรที่จะเป็น Key New Idea มาใหม่ในการพัฒนาบ้าง

เมื่อมีการสร้าง New Idea ขึ้นมาก็จะมาวน Loop ข้างล่างเพื่อที่จะวิเคราะห์ พัฒนาและใช้งานมันเพื่อต่อยอดเข้าไปในเป็นสร้างองค์ความรู้และเก็บข้อมูลเพื่อใช้และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันก็ยัง Practical ดีจากประสบการณ์ทำงานของตัวเองนะครับ แต่ก็ไม่แน่ว่าผมอาจจะ Adjust ให้มันดีขึ้นกว่านี้ก็ได้นะ ติดตามกันต่อไป

Leave a comment »

Innovation Link KM – My Concept and Model

เขียนเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2553

ช่วงนี้ KM หรือ Knowledge Management นี่ก็เป็นเรื่องที่หลายๆองค์กรให้ความสำคัญกันเยอะอยู่นะครับ ตอนนี้ก็พยายามพัฒนาในเรื่องของการจัดการองค์ความรู้อยู่ให้มันสามารถเดินได้ด้วยตัวมันเอง แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยเพราะความรู้มันมีกระจัดกระจายทั่วองค์กร ทั้งในส่วนของเอกสารและตัวคน การจะกลั่นกลองความรู้ทั้งหลายเลยต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันค่อยข้างมาก

มีคนถามผมว่าทำ KM ไปเพื่ออะไร ?? ให้คนมาสร้างองค์ความรู้หรอ ?? ผมก็มักจะตอบว่าจริงๆแล้วผมมองว่าตัวนี้จะพาองค์กรไปสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ในเชิงหลักการของ KM แล้วมันจะเพิ่ม Effectiveness และ Efficiency ให้กับการทำงานของคนในองค์กร ถ้าใครมี Skill ดีๆก็สามารถแบ่งปันเทคนิคต่างๆของตัวเองได้ ในบางครั้งก็สามารถพัฒนาเป็นสูตรกลางหรือในหลายๆครั้งก็อาจจะเจาะลึกลง Detail ในแต่ละชิ้นงานเลยก็ได้

Model ที่ใช้ทำ KM ในปัจจุบันนี้ก็จะเป็นในลักษณะของการพัฒนาจาก Gap Analysis เพื่อ Identify ว่าสิ่งใดที่เป็นปัญหาต้องการพัฒนาหรืออยากจะศึกษา ก็ไปหาความรู้นั่นแหละ ในองค์กรคงจะมีใครมีแล้วทำการเก็บข้อมูลมา ตรงนี้ก็อยู่ที่ธรรมชาติขององค์กรด้วย บางทีก็อาจจะสามารถรวมตัวกันประชุมง่ายก็เปิดเป็น Community of Practice (CoP) แต่บางทีก็อาจจะใช้ Online CoP ก็ได้หากไม่สะดวกที่จะ Move หรือองค์กรนั้นๆเป็นลักษณะ Multi-Office ที่คนต้องสือสารกัน ตรงนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้วิธีไหน บางคน Copy Model จากองค์กรที่เป็น Best Practice แต่ดันใช้ไม่ได้กับองค์กรตัวเองเยอะมาก จริงๆรายละเอียดตรงนั้นลึกซึ้งและต้องพัฒนาไปตามวัฒนธรรมต่างๆขององค์กรด้วยเช่นกัน

การเก็บข้อมูลก็เช่นเดียวกัน จะเป็นแฟ้มเอกสาร หรือลงไปในระบบ Online ต่างๆ อันนั้นก็อยู่ที่ความเหมาะสมของ user ที่ใช้งาน ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้กันยังไงให้มีประสิทธิภาพคุ้มกับเวลา จนสุดท้ายเกิดการนำไปใช้อย่างเหมาะสมแล้วกลายเป็น Skill ใหม่ๆที่พัฒนาไปเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด

แต่บังเอิญผมมองว่านั่นอาจจะยังไม่ใช่ทั้งหมด สุดท้ายแล้วการที่เราไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ อาจจะทำโดยกระบวนการ KM อย่างเดียวก็อาจจะช้าหน่อย ผมเลยมองว่ามันน่าจะมีกระบวนการให้เรา Out of the Box ไปเลย เพราะอยู่ๆถ้าเรามองว่ามันต้องทำลักษณะหนึ่งๆ เราก็จะพัฒนาจาก Working Procedure ต่อไปแล้วก็แก้กันไปโดยที่ไม่ได้มีมุมมองใหม่ที่อาจจะง่ายและดีกว่า โดยลบภาพ Process เดิมออกไปเลยทั้งหมด ผมเลยมองว่ามันน่าจะต้องเอา กระบวนการการสร้าง Innovation มา Link

Model ของผมก็เลยออกมาประมาณนี้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการจัดการด้านองค์ความรู้โดยการเพิ่มแนวการพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นเชิงรุกสำหรับการทำนวัตกรรมองค์กรขึ้นมาแล้วมาการวน Loop ในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวคิดการเพิ่มทักษะและการพัฒนาความรู้เดิมให้ดีขึ้น พร้อมทั้งการคิดนอกกรอบและเพิ่มแนวความคิดพัฒนาใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความรู้ที่ยังไม่เคยมีในองค์กรขึ้นมา ถ้าเอาแง่ลบออกในเรื่องความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆ ผมว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นการทำให้องค์กรต่างๆเข้าไปสู่องค์กรแห่งนวัตกรรมได้ดียิ่งขึ้นนะครับ

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.