Archive for August, 2009

Time Guarantee – Change interest to fee

จากที่เคยเขียนเล่าไปเรื่องโฆษณาของ KBank ในส่วนของ International Trade Finance ที่มีการออกมา ตู๊มสนั่นวงการการเงินในการรับประกัน Time Guarantee ขึ้นมานั้น ผมก็ลองมานั่งนึกๆนะว่าประโยชน์ในเรื่องของการที่ได้เงินเร็วของลูกค้านั้นจะดีแค่ไหน ถ้ามีธนาคารอื่นๆให้ราคาค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ลูกค้าจะมองประโยชน์เรื่องเงินเป็นหลักหรือเรื่องเวลาเป็นหลัก สำหรับมุมมองผมนะมันอยู่ที่ว่า Transaction ของลูกค้ารายนั้นๆเป็นยังไง ถ้าผมทำธุรกิจไม่ได้รีบร้อนนัก ผมก็ไปใช้ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า ถ้าผมต้อง Cash เงินเร็ว วิ่งเงินบาน อันนี้ผมขอแพงแต่เร็วไว้ก่อนดีกว่า

ประโยชน์ของการที่ได้เงินเร็วนั้นก็มาตรงหลักการเดิมหล่ะครับ ผมเคยเขียนไปในเรื่องของ Cash Management Model , Liquidity Managemet Model ที่กล่าวถึงเรื่อง Source of Fund (ลองคลิ๊กกลับไปอ่านได้นะครับ) ว่า Priciple พื้นฐานของการเงินเลยคือ เงินต้องอยู่กับเราให้นานที่สุด ซึ่งเมื่อเราพูดถึงธุรกิจการค้าระหว่างประเทศนั้นแล้วเงินนั้นสำคัญมากเพราะบางครั้งกว่าจะทำเรื่องเดินเอกสารนำเข้าส่งออกช้ามาก บางคนทำธุรกิจกับบางประเทศต้องโอนเงินไปล่วงหน้าเป็นเดือนๆเพราะไม่รู้จะไปถึงเมื่อไหร่นั่นก็คือการเสียโอกาสทางการค้าและทางการเงินไปในคราวเดียวกันเลยนะครับ

เอาหล่ะ ถ้าถามว่าการนำเข้าและส่งออกนั้นเรื่อง Time Gaurantee จะให้ประโยชน์ลูกค้ารวมไปถึงตัวธนาคารเองอย่างไรบ้างในทางการเงิน อย่างแรกที่เห็นเลยครับคือเรื่องดอกเบี้ย ลูกค้าที่ทำเรื่องนำเข้าและส่งออกบ้างครั้งถ้าหมุนเงินไม่ทันหรือมีสภาพคล่องทางการเงินต่ำ แต่มี Order ที่้ต้องการอาจจะต้องมาขอพวก Trust Reciept หรือ Packing Credit จากธนาคาร (อยู่ที่ว่าจะขาเข้าหรือขาออกนะครับ) นั่นคือดอกเบี้ยที่ลูกค้าจะต้องจ่ายให้ธนาคารแน่ๆ ยังไม่รวมถึง มูลค่าของพวก Domestic Credit แยกต่างหากอีก (เพราะเงินมีก้อนเดียว โยกยังไงก็ไม่พอ) การที่ธนาคารเข้ามาช่วยบริหารเงินให้เร็วขึ้นตรงนี้ลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยแน่ๆ ผมก็เคยๆฟังมานะครับ เขาให้ลองคิดเล่นๆว่าหากลูกค้าประหยัดลงไปครึ่งหนึ่งจาก Transaction จำนวน 100 ล้านบาท ที่ดอกเบี้ยซัก 5% ลูกค้าจะประหยัดเงินตรงนี้ไปซักเท่าไหร่ต่อปี แล้วลูกค้ามีกี่บริษัทในเมืองไทยหล่ะ รวมถึงการที่เงินอยู่กับเขานานๆเขาก็จะได้ประโยชน์์จากการนำไปลงทุนเพิ่ม หรือ แค่การที่เขาวางไว้ในบัญชีออมทรัพย์ (ลงทุนเงินสด) หรือไปลงในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นมาเช่นกัน

ถามว่าธนาคารจะเสียประโยชน์ที่ลูกค้าไม่มากู้เงินตรงนี้ไหม แทนที่จะทำช้าๆ แล้วให้ลูกค้ามากู้สินเชื่อนำเข้าและส่งออกไม่ดีกว่าหรอ ผมจะบอกว่าคิดแบบนี้ก็คงเห็นแก่ตัวและไม่ได้ประโยชน์ต่อมวลรวมประเทศชาติซักเท่าไหร่และผมว่า Direction ทั้งหลายของบรรดา Banker ในช่วงหลังก็ออกมาเล่นในเรื่องค่า Fee แทน Interest ซะแล้ว อย่างว่าหล่ะครับ ธนาคารได้ประโยชน์ไม่น้อยนอกจากชื่อเสียงของตัวเอง รวมไปถึงการที่เปลี่ยนจากรายได้จากดอกเบี้ยเป็นค่าธรรมเนียมนั้นก็ทำให้ธนาคารลดความเสี่ยงของตัวเองจากพวก NPL ใน Port ทั้งหลายไปในตัวด้วยเช่นกัน ผมมองคล้ายๆจะเป็นการย้ายสถานภาพของรายได้ให้มันอันตรายน้อยลง (คล้ายๆเวลาเราย้ายงานนะครับ ต้องไปอยู่ในงานที่รายได้ปลอดภัยต่อชีวิตขึ้น)

อย่างว่านะครับ ยังไง credit ก็ไม่ได้มีความเชื่อถือได้เท่าเงินสดอยู่แล้ว ใช่ไหมหล่ะ

Reference Topic : Cash Management ModelLiquidity Managemet Model

Reference Link : http://internationaltrade.kasikornbank.com

Leave a comment »

Process Efficency vs Innovative Culture

ประสบการณ์ส่วนตัวจากการทำงานของผมเนี่ยมีเรื่องท้าทายจริงๆกับการที่จะต้องสร้าง Process Efficency (การทำให้ระบบมันเดินอย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดไว้) พร้อมกับการสร้างองค์กรให้เป็นลักษณะองค์กรแห่งนวัตกรรม Innovative Culture ซึ่งตรงนี้มันเป็น Direction ที่ดีนะครับแต่โจทย์ที่ผมต้อง Deliver ผลลัพธ์เนี่ยมันค่อนข้าง Conflict กันอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าผมจะเปรียบเทียบก็คงคล้ายๆกับ “ลองขีดเส้นยาวๆให้ตรงโดยไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดซิ”

การทำ Process Efficiency ก็คือการเปิดโรงงานดีๆนี่แหละ เดินสายพานเลย ทำเป็นแบบลักษณะทหาร ทุกคนต้องมีกฎและมีระเบียบแบบแผนเพื่อให้งานมันไหลได้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มี Defect เกิดขึ้นทั้งในต้นทุนการผลิตหรือในการให้บริการไม่ว่าจะเป็นด้้านของต้นทุนที่เป็นเงินตรา ต้นทุนเวลา หรือ ต้นทุนอื่นๆที่ก่อให้เกิดการเสียโอกาสได้ ด้วยเหตุนี้เนี่ยถ้าจะทำให้เกิด Process Efficiency จริงๆแล้ว มันย่อมจะมีเรื่องของ กฏระเบียบในการปฏิบัติให้ชัดเจนในเรื่องของการแก้ปัญหา การจัดการต่างๆ ถ้าพูดถึงคำว่ากฎระเบียบแล้วหลายคนก็คงรู้สึกว่า น่าเบื่อจัง

เรื่องนี้มันก็ขัดกับเรื่องการทำ Innovative Culture อยู่อย่างมากเลยครับ ด้วยหลักการของเรื่องการสร้างนวัตกรรมองค์กร แนวความคิดต่างๆแล้วมันก็ต้อง ออกนอก Framework ที่เราวางไว้ นักนวัตกรรมเองก็มักจะบอกว่า กฎระเบียบนี่แหละตัวดีที่ทำให้ชีวิตเดินตามเส้นทางที่วางไว้โดยไม่ได้เปิดช่องแห่งโอกาสในการสร้างสรรค์ ก็เลยพยายามทำลายกำแพงตรงนี้เพื่อคิดใหม่ทำใหม่แล้วก็ทำสิ่งต่างๆขึ้นมาใหม่แล้วกลับมาบอกว่า นี่ไงคิดนอกกรอบก็จะได้ผลในลักษณะนี้ๆๆ นั่นแหละ

ประเด็นของผมตอนนี้คือมันจะ Balance ยังไงระหว่าง Process Efficiency กับ Innovative Culture หล่ะ ? ก็ต้องบอกตามตรงว่ามันคงยากมากๆสำหรับการที่จะทำทั้ง 2 อย่างให้มันสุดขั้วได้ในคราวเดียวกัน เพราะฉะนั้นบางอย่างคงจะต้องมีไว้ในกฎเกณฑ์และระเบียบในการปฏิบัติงาน บางส่วนก็ต้องค้นหาหลักการแนวความคิดใหม่ๆและรื้อกฎเกณฑ์ นโยบาย วิธีปฏิบัติตามความเหมาะสมถ้ามันถูกพิจารณาว่านวัตกรรมนี้มันน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า แต่ผมว่าเราก็ต้องกำหนดใช่ไหมครับว่าอะไรที่จะนำมาใช้ Balance จริงๆแ้ล้วโจทย์นี้คงตอบไม่ยากสำหรับนักการตลาดว่า “ก็ความต้องการของลูกค้าไง” เอาตัวนี้เป็นตัวตั้งแล้วปรับสมดุลของ factor ทั้ง 2 เื่พื่อให้มันทำงานด้วยกันได้อย่างเหมาะสมหล่ะครับ

Relate Title : Innovation is Breakin Rule

Leave a comment »

Corporate Lending Model

วันนี้มาเล่า Model เีกี่ยวกับการพิจารณาเงินกู้ของกลุ่มลูกค้าที่นำเงินกู้ไปทำธุรกิจกันดีกว่านะครับ (Corporate Lending) ว่ามันมี Model ประมาณไหนบ้าง จริงๆแล้วลูกค้าที่มากู้เงินไปทำธุรกิจทั้งหลายเนี่ย สถาบันการเงินก็จะต้องพิจารณาตาม Criteria ต่างๆตาม Model ของเขา ซึ่งผมมองว่าหลักๆแล้วการพิจารณาก็จะขึ้นอยู่กับ Sizing ของลูกค้าเป็นหลัก หากเป็นลูกค้าขนาดใหญ่มากๆ การดำเนินธุรกิจนั้นสามารถโดนผลกระทบอย่างใหญ่หลวงใน Level Macroeconomic อย่าง ปตท ปูนซิเมนต์ไทยและบริษัทขนาดใหญ่ทั้งๆหลายที่มี Market Capital สูงๆ ได้ก็ต้องใช้ Model นึง แต่ถ้าเป็นลูกค้าแบบ อาแปะ อาซิ้ม ก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้างใน Level Macro แต่ความเสียหายที่จะมากระทบถึงสถาบันการเงินนั้นอาจจะไม่มากเท่าแบบแรก จากเดิมที่มีการใช้ Model ของ Relationship เพื่อกำหนด Pricing นั้นก็เปลี่ยนเป็น Model ที่ใช้ Risk Management เข้ามาจัดการมากขึ้น

Policy Lending

Model แรกที่ใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ๆ Level Macro สถาบันการเงินคงจะเลือกใช้ Policy Lending นะครับ นั่นคือการกำหนดเป็นนโยบายการเงินให้กับกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่เลย กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะต้องติดตามกันเรื่อยๆในภาคอุตสาหกรรมว่าผลกระทบต่างๆที่เกิดจากภายในและภายนอกเป็นอย่างไร credit risk rating ผู้บริหารเชื่อถือได้ขนาดไหน คล้ายๆกับดูความเสี่ยงของภาวะแวดล้อมไปกับความเสี่ยงของตัวบริษัท และกำหนดเป็นนโยบาย ซึ่งผมว่าหลายๆสถาับันการเงินก็มีหน่วยงานที่จัดทำเรื่องนี้อยู่แล้ว และนั่นรวมถึงการใช้ Tool ที่สามารถกำหนด Pricing จากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมในเวลานั้นๆ เช่น Risk Adjusted Return on Capital (RAROC) ซึ่งรายละเอียดและ Criteria มันเยอะมากเลยครับ ไว้จะเล่าให้ฟังละกัน ก็อย่างว่านะครับ การปล่อยกู้ขนาดใหญ่นั้นส่งผลกระทบมากๆกับสถาบันการเงิน ถ้าปล่อยไม่ดีก็อาจจะเป็น NPL ที่ใหญ่หลวงได้ บางครั้งนอกจากจะใช้ Tool ในการลดความเสี่ยงแล้ว  อาจจะไปชวนสถาบันการเงินอื่นๆมารวมปล่อยเป็นเงินกู้ร่วม Syndicate Loan ก็ได้

Formula Lending

ถามว่าบริษัทเล็กๆทั้งหลายจะต้องมาเข้า Model ของ Policy Lending ไหม ผมว่าก็ต้องดู Sizing เป็นหลักล่ะครับ บางครั้งสถาบันการเงินอาจจะมองผลกระทบในเรื่องนี้ไม่มากเท่าลูกค้าขนาดใหญ่ บางครั้งอาแปะ อาซิ้ม อาจจะแค่ต้องการสภาพคล่องเวลาซื้อมาขายไป หรืออาจจะลงทุนเล็กๆเช่นเปิดร้านขยายสาขาที่มีมูลค่าทรัพย์สินไม่มาก เราก็เลย Assume ว่าผู้ขอกู้เงินระดับนี้เป็นลักษณะ Homogeneous ตรงนี้อาจจะใช้ในส่วนของ Formula Lending ที่จะบอก Condition ว่าถ้าจะกู้ต้องผ่านข้อกำหนดเรื่องอะไรบ้างตามที่สถาบันการเงินวางเอาไว้ เช่น ประสบการณ์การทำธุรกิจว่ามีกี่ปี ประสบการณ์การชำระหนี้ หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันเีพียงพอหรือไม่ และตอนนี้หลายๆสถาบันการเงินก็เริ่มมาดูในเชิงของ Cash Flow ว่ามีสภาพคล่องทางการเงิน เงินไหลมาไหลไปในแต่ละ Period เป็นอย่างไร สามารถใช้หนี้ได้หรือเปล่า ตรงนี้ก็เลยค่อนข้างเป็นลักษณะ Microlevel

ผมว่าวิธีการแยก by Sizing นั้นก็จะดีอย่างนะครับเพราะว่าสถาบันการเงินก็สามารถลดความเสี่ยงๆในรายใหญ่ๆ โดยที่พวกบริษัทเล็กๆก็ใช้สูตรสำเร็จในการพิจารณาเรื่องต่างๆได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าเรื่องการวิเคราะห์เรื่อง Credit มันก็อาจจะมีหนทางในอนาคตที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆละครับ Model ทั้งหลายก็คงปรับกระบวนการตามสภาวะต่างๆนั่นแหละ

Leave a comment »

Advertising Placement – Movable ads

ได้อ่านบทวิจัยมานิดๆหน่อยๆเกี่ยวกับการใช้ Advertising ในปัจจุบันนี้ เห็นเขาว่ากันว่าการใช้บิลบอร์ดนั้นมันเป็นที่นิยมน้อยกว่าการทำ โฆษณาผ่านทางรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือสิ่งที่เคลื่อนที่อื่นๆ ไปซะแล้ว เรื่องนี้น่าสนใจดีนะครับเพราะ Trend เรื่องการทำโฆษณาตรงนี้เปลี่ยน ซึ่งถ้าเรามองดีๆมันน่าจะเกี่ยวข้องในเรื่องของ การกระจุกตัวในสังคมเมืองมากขึ้นและการมีนวัตกรรมด้านโฆษณาที่จะให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นเช่นกัน

ถ้าเปรียบเทียบบิลบอร์ดกับโฆษณาเคลื่อนที่แล้ว ผมมองว่าบิลบอร์ดนั้นแพงกว่าแน่นอน ถึงแม้มันจะใหญ่โตเห็นได้ชัดก็ตามแต่มันจะต้องตั้งอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าโอกาสที่คนจะเห็นนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาใช้เส้นทางนั้นๆเพื่อที่จะมองเห็นป้ายขนาดใหญ่เพียงไม่กี่วินาทีหรือเปล่า การทำ Placement ของบิลบอร์ดเองนั้นก็ต้องใช้ต้นทุนสูง แถมโอกาสที่จะเอาไปวางไว้ในเมืองนั้นก็ยากอยู่ ยิ่งใกล้เมืองยิ่งแพงเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ที่เห็นๆก็อาจจะเห็นได้ตามนอกเมืองออกไป

แต่ถ้ามามองถึงเรื่องของการใช้ Movable Advertising เป็นโฆษณาแบบเคลื่อนที่ได้อาจจะใช้ต้นทุนน้อยกว่า อย่างเช่นทำโฆษณาโดยทำป้ายที่ตัวรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ข้างในรถเองก็ตาม เช่นพวก ทีวี พวกนี้แหละที่กำลังมาแรง งานวิจัยเขาก็บอกอยู่ว่าคนจะใช้เวลาเิดินทางอยู่นาน ในกรุงเทพอาจจะเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมงก็ได้ รวมเวลาที่อยู่นอกบ้านก็ปาไปเป็น 10 ชั่วโมงแล้ว อย่างที่บอกคนอยู่นอกบ้านกันเยอะ ต้องเดินทางด้วยวิธีต่างๆ แล้วเมื่อคนโดยสารมากขึ้น การทำ Advertising แบบนี้ก็เลยมีขึ้นเป็นนวัตกรรมใหม่

แน่นอนมันได้ผลดีเพราะมัน touch กับคนมากกว่า แถมมีโอกาสที่จะเข้าถึงได้สูงกว่า แล้วพักหลังแนวๆโฆษณาก็มักจะออกมาในรูปแบบ สนุกสนาน ขบขัน ซะด้วย ผมว่า Idea ที่มาจากความคิดของการตลาดแบบนี้มันจะต้องมีการต่อยอดไปอีกแน่ๆเลย

Leave a comment »

Commodities Stock & Factors

Kawin Suwantragul commodities and stock 2009

เคยสังเกตไหมครับสำหรับหุ้นที่เราลงทุนกันบางอย่าง ไม่ว่าจะเ็ป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ น้ำมันดิบ น้ำมันสุก Oil ค่าระวางเรือ BDI เหล็ก ทองแดง และอีกหลายๆอย่างที่ผมอาจจะนึกออกไม่หมด เวลาช่วงที่ราคาของ commodities หรือสินคาโภคภัณฑ์ตัวนี้มันลดลง มันก็สามารถพลักดันให้ราคาหุ้นมันลดลง ในทางตรงข้ามมันก็สามารถพลักดันให้ราคาหุ้นทะยานสูงขึ้นก็ได้ ซึ่งผมก็พยายามหาคำตอบกับเรื่องนี้ ตอนแรกๆผมก็เคยคิดแปลกๆเช่น ราคาน้ำมันขึ้นในตลาดโลกทำไมหุ้นน้บริษัทำมันมันถึงขึ้นตามล่ะ ไม่ใช่ต้นทุนมันจะแพงขึ้น ขายไม่ออกหรอ แต่มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเล่นๆในตอนนั้นหรอก ผมว่ามันมี Factors ที่ผมพอนึกออกว่า ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์มันจะขึ้นหรือลงยังไง มองๆไว้เจออยู่ 3 อย่าง ถ้าใครเจอมากกว่านั้นก็มาเติมๆให้ผมหน่อยนะครับ จะได้แชร์ๆกัน

Debt-Asset Ratio

ตัวแรกเลย เราอาจจะต้องมีการมองที่ Balance Sheet ของบริษัทเพื่อจะได้ดูว่าพื้นฐานที่แท้จริงของหุ้น โดยไม่ได้มีความแกว่งของราคา Commodities ในตลาด เข้ามาเกี่ยวข้องมันเป็นอย่างไร ก็ที่เข้าใจกันใช่ไหมครับ ราคาของหุ้นที่แท้จริงนั้นมันจะต้องสะท้อนออกมาจาก ทรััพย์สิน – หนี้สิน (จากสูตรที่รู้กันโดยทั่วไปว่า Equity = Asset – Liability) ถ้าอัตราส่วนของทรัพย์สินมันสูงกว่าหนี้สินเยอะๆ แน่นอนครับนั่นหมายความว่า หุ้นของเราจะมีราคาที่สูงตามทรัพย์สินที่มี นั่นหมายความว่าถ้าเกิดบริษัทเกิดยกเลิกกิจการ ก็จะต้องจ่ายหนี้เสร็จแล้วหารทรัพย์สินตีค่าออกมาเป็นจำนวนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นแต่ละคน

ตรงนี้แหละที่ผมว่ามันสะท้อนภาพของตัวหุ้นบริษัทเอง ลองสังเกตซิว่าราคาน้ำมันมันจะลงหนักจนแทบกดติดดินยังไง ราคาของหุ้นมันก็ไม่ได้กดติดดินตามจนเหลือ 1-2 บาท เพราะว่าพื้นฐานของ Asset มันมี ซึ่งความแกว่งของราคานั้นอาจจะต้องไปดูในปัจจัยตัวต่อๆมานั่นคือตัวที่ 2 และ ตัวที่ 3 นะครับ

Commodities Price & Environment

ตัวที่ 2 ผมมองว่าเป็นปัจจัยของสิ่งแวดล้อมที่เข้ามากระทบกิจการของบริษัท ซึ่งมีผลทำให้เกิด Profit & Loss ขึ้นมา ถามว่าทำไมราคาน้ำมันขึ้นมันจะมีผลต่อราคาหุ้นที่คนมองว่าจะเป็นปัจจัยที่หนุนหุ้นตัวนี้ให้สูงตามได้ เพราะผมมองว่าถ้าใน Enviroment เดิมๆที่เราสามารถผลิตน้ำมันได้ด้วยต้นทุนการผลิตเช่นการกลั่น การขุดเจาะที่มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แต่ Demand ที่เข้าหนุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มันสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้ามันสูงตาม เวลาเราขายต้นทุนไม่ได้ขยับมากแต่ราคาขายขยับแน่นอนว่า เราจะได้กำไรมากขึ้น แล้วมูลค่าหุ้นมันก็จะสูงตาม

แต่อย่าลืมว่าในกรณีกลับกัน หากเรามุ่งหน้าผลิต ขยายกิจการสุดชีวิตโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่า Demand มัน ดั้มราคาลง ยิ่งผลิตยิ่งขาดทุนเพราะต้องขายในราคาที่ถูกกว่าราคาผลิต นั่นก็ต้องมานั่งจัดการกันต่อว่าจะทำอย่างไร? รีดต้นทุน? ขายทิ้งหมดแล้วเริ่มใหม่? ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน? ขายกิจการทิ้ง? หรือ รอ…. ต่อไป….

จริงๆแล้วในเรื่องของ Environment มันก็ไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่นั่นรวมถึงเรื่องปัจจัยอื่นๆเช่น ค่าเงินต่างๆ นโยบายต่างๆที่ออกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กระทบต่อกิจการของสินค้าพวกนี้ ของพวกนี้มัน Complex มากๆครับเพราะถ้ามองในมหภาคแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเกี่ยวข้องกันไปหมด ไม่ว่าคุณจะจับเรื่องใดแล้วสาวไปถึงอีกเรื่องหนึ่งมันก็จะวนมาให้คุณเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องกันในโลกทุนนิยม

Expected Growth

อันนี้เป็นปัจจัยสุดท้ายที่ผมมองไว้นั่นคือสภาพอารมณ์ของคนนั่นเอง อารมณ์ของแต่ละคนในการลงทุนนั้นมันก็ไม่เหมือนกันซะด้วยซิ คนบางคนมองว่าหุ้นจะขึ้น คนบางคนมองหุ้นจะลง และแต่ละคนก็มีวัตถุประสงค์ที่จะเข้ามาลงทุนที่ต่างกัน บางคนระยะสั้น บางคนระยะยาว บางคนเกร็งกำไรอย่างเดียวเอามันส์ แต่ตรงนี้ถ้าให้ผมมองละก็การซื้อหุ้นแต่ละคนก็คงจะมองว่า มันต้องคุ้มที่จะลงทุนและก็ต้องคาดหวังว่ามันจะขึ้นต่อไปๆๆๆ สุดท้ายแล้วอารมณ์ของคนมารวมๆกันมันจะส่งผลเ็ป็น อารมณ์ของตลาดนะครับ

การซื้อหุ้นนั้นผมว่าทุกคนก็คงต้องซื้อในราคา Premium ในตลาดขาขึ้นละครับ เพราะตรงนี้คนที่ถือหุ้นเดิมเขามองแบบเดียวกันว่าเขาถือไปก็ต้องได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น หากใครจะมาซื้อจากเขา เขาก็ต้องขายแพงให้ซะเลยเป็นการทดแทนที่เขาจะเปลี่ยนผลประโยชน์จากบริษัทที่ถือหุ้นมาเป็นคนที่มาขอซื้อต่อ เช่นเดียวกันกับเมื่อตอนหุ้นลงแต่ละคนก็จะต้องรีบขายให้ถูกกว่าเพราะเขาจะได้เงินกลับมาก่อนที่ราคามันจะลงไปอีก นั่นหมายความว่าในช่วงวิกฤตนั้นก็คือยิ่งขายถูกก่อนก็จะได้เงินก่อน แล้วใครรอให้มันแย่ลงไปอีกก็จะต้องขายในราคาที่ถูกกว่านั้นอีกนั่นแหละ นี่ก็เป็นเรื่องความเสี่ยงที่ต้อง Aware ไว้เหมือนกันเวลาถือหุ้นนะครับ

ผมก็มองๆประมาณนี้แหละ หากใครแชร์เพิ่มได้ก็ยินดีเลยนะครับ

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.