November 23, 2009
· Filed under My Diary · Tagged 2012 , วันสิ้นโลก , doomday
ถ้าเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมโลกจริงตามแบบในภาพยนต์เรื่อง 2012 แล้วลองมานั่งคิดๆดูกันต่อดีกว่านะครับว่ามนุษย์จะเป็นอย่างไร? แน่นอนผมว่าหากสมัยก่อนเรือโนอาร์ตามตำนานสร้างด้วยไม้แล้ว เจอคลื่นซึนามิก็คงพังไปตั้งแต่น้ำเริ่มจะกระแทกเรือแล้วล่ะครับ ผมก็เลยเกิดข้อสงสัยว่า “เรือโนอาร์ในตำนานนั้นอาจจะไม่ได้สร้างด้วยไม้”
ผมไม่มีหลักฐานให้พิสูจน์หรอกเพราะผมเป็นคนคิดแปลกประหนึ่งเหมือนไอไสตน์ที่คิดค้นสูตร e=mc2 โดยไม่ต้องมีห้องทดลอง ใช้จินตนาการของตัวเองล้วนๆ ซึ่งสมัยเดียวกันนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับแค่ว่ามันเป็นทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่มาจากจินตนาการก็สามารถทำลายเมืองฮิโรชิม่ากับนางาซากิในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว
มนุษย์ในสมัยอดีตนั้นอาจจะสามารถสร้างยานที่บังคับด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความแข็งแรงทนทานทำจากเหล็ก โลหะ ได้ไม่ต่างกับบ้านเราในสมัยนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อคนบางกลุ่มอยู่รอดจากภับพิบัติจากตอนนั้นมาแล้ว ทำไมในบันทึกต่างๆถึงบอกว่า เรือโนอาร์ทำจากไม้ และก็ไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อน แล้วถ้ามีเรื่องแปลกๆก็จะโยนให้กับมนุษย์ต่างดาวเป็นผู้คิดค้นแล้วมาบอกคนบนโลก
ผมเชื่อว่าถ้ามนุษย์เพียงแค่ไม่กี่หมื่นกี่แสนคนที่รอดชีวิตจากการทำลายล้างของธรรมชาติ แน่นอนว่าทรัพย์กรมนุษย์และธรรมชาติจะต้องลดลง ซึ่งส่งผลต่อเทคโนโลยีที่การพัฒนาต้องสะดุดลง คนจะเข้าไปอยู่ในวิถีของการสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ ไม่มีโรงผลิตปูน บ้านจะต้องถูกสร้างจากทรัพยากรใหม่ๆเช่น การตัดไม้ หรือ หิน ที่พอจะหามาได้ แต่สิ่งที่จะอยู่ต่อไปนั้นก็คือเรื่องเล่า ความเชื่อและศาสนา
ต้องอย่าลืมว่ามนุษย์นั้นอายุสั้น คนอายุ 30-40 ปีที่รอดชีวิตนั้น ถึงจะมีความรู้ทางด้าน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่คงไม่มีเวลาและไม่มีแรงงานที่จะช่วยสร้างสรรค์เทคโนโลยีมากหรอก แค่ทำให้ชีวิตตัวเองอยู่รอดก็ยากลำบากแล้ว สิ่งที่เขาจะทำได้นั้นก็คือ ทำการบันทึกให้ลูกหลานเขาเห็นว่า ในสมัยที่เขามีชีวิตอยู่นั้นเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในสมัยของเขา อะไรเป็นเครื่องไม้เครื่องมือวิทยาการที่ใช้กัน สุดท้ายคนกลุ่มที่รอดชีวิตมาก็มีชีวิตอยู่ไม่กี่ปี ลูกหลานเขาก็จะเล่ากันต่อๆมา เปลี่ยนแปลงไปตามยุคที่เขาเห็นบ้าง
พอผ่านไปซัก 5,000 ปี บันทึกต่างๆก็อาจจะหายไป เสื่อมลงตามการเวลา ที่ว่าเรือที่สร้างไว้เพื่อหนีน้ำท่วมโลกนั้น เมื่อคนรุ่นหลังมาอ่านก็คงจะจินตนาการไม่ออกหรอกว่าเรือนั้นเป็นอย่างไร แต่คงจะมองว่าสมัยเขากำลังสร้างเรือจากไม้ ด้วยองค์ความรู้ที่ทราบแค่นั้นก็คงเข้าใจว่าเรือก็คงเป็นไม้นั่นแหละ ไม่น่าจะเป็นวัสดุอื่นเพราะเขาไม่รู้จัก
ส่วนเรื่องเทคโนโลยีต่างๆที่บรรพบุรุษสร้างไว้ บันทึกไว้ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องลึกลับ Mystery หรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่องทางไสศาสตร์ไป เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าเราอาจจะดูถูกคนสมัยก่อนไม่ได้ว่าไม่มีเทคโนโลยี เขาอาจจะมีสูงกว่าเราในวันนี้เพียงแต่มันถูกทำลายล้างกันไปตามกาลเวลา ต้องอย่าลืมนะครับว่าโลกเราอายุที่เขาคาดการกันไว้ก็คือ 4 พันล้านปี จากอาณาจักรอียิปต์ถึงปัจจุบันก็แค่ 4 หมื่นปีเอ๊ง สั้นจะตาย
ต่อไปเวลาผมอ่านบันทึกความเชื่อทางศาสตร์ ที่มีเรื่องปฏิหารเกิดขึ้นอาจจะต้องมานั่งมองว่า นั่นคือเทคโนโลยีสมัยนั้นหรือเปล่า? เช่นหากมีพระท่านหนึ่งใช้พลังกระแสจิตในการสื่อสารเพื่อบอกให้คนอีกเมืองหนึ่งทราบภัยพิบัติ นั่นอาจจะหมายถึงการใช้โทรศัพท์มือถือในโลกโบราณก็ได้ หรือไม่การใช้พลังปฏิหารส่องแสงไฟในถ่ำของนักบวชนั้น ก็อาจจะตีความได้ว่ากำลังใช้ไฟฉายส่องนำทางก็ได้ เพียงแต่คนสมัยต่อมาเป็นอย่างไร
อย่างงี้แสดงว่าจรวดมีจริงอะเปล่า?
November 21, 2009
· Filed under Banking & Investment · Tagged การลงทุน , การเงิน , ดอกเบี้ย , ตราสารหนี้ , ผลตอบแทน , ราคา , Bond , Finance , interst , investment , price , yield
วันนี้มาคุยเรื่องของตราสารหนี้ดีกว่านะครับ ตราสารหนี้ก็คือเงินที่เราไปให้บริษัทหรือรัฐบาลยืมเพื่อประกอบกิจการต่างๆ เงินที่เราให้ไปนั้นถือว่าเราเป็นเจ้าหนี้นะครับ ไม่ใช่เป็นเจ้าของเหมือนการซื้อหุ้น เพราะฉะนั้นแล้วการเป็นเจ้าหนี้เราจะได้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแน่นอนจะได้รับน้อยกว่าการเป็นเจ้าของ บางคนก็ถามผมว่าถ้าเป็นแบบนี้ซื้อหุ้นไม่ดีกว่าหรอ ผมก็จะบอกว่าแน่นอนซื้อหุ้นผลตอบแทนมากกว่าแต่ความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้อยู่แล้ว ถ้าพูดในเชิงของเปรียบเทียบทั่วไปนะครับ ถ้าบริษัทล้มยังไงเจ้าหนี้ได้เงินคืนก่อนเจ้าของเสมอนะครับ แต่ถ้ากำไรเหลือเจ้าของการหารกันไป
ตราสารหนี้ นั้นก็มีหลายแบบนะครับ หุ้นกู้ ตั๋วคงคลัง พันธบัตร เวลาที่เขาจะออกมาเนี่ย เขาก็จะต้องไปอิงอัตราดอกเบี้ยในตลาดว่า ตอนนี้จะออกตราสารตัวนี้อิงอัตราดอกเบี้ยแล้วจะให้กี่ % ก็ว่าไป แล้วก็กำหนด Pricing ออกมาว่าจะขายในราคาเท่าไหร่ นั่นแหละก็จะมีเรื่องของ ราคา อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนที่เราอาจจะคิดคำนวณกันว่า ถ้าเราถือครบเราจะได้เท่าไหร่ๆน้า แต่มันยังมีอีกเรื่องที่เราต้องคิดก็คือในมุมของเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ในเมื่อเวลามันเปลี่ยนไปได้ อัตราดอกเบี้ยในตลาดก็เปลี่ยนไปได้ ซึ่งตรงนี้แน่นอนมันมีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวตราสารหนี้ที่เราถืออยู่แน่นอน ถ้าเราถือตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 10% แล้วอยู่ๆ มีอีกตัวนึงลักษณะคล้ายๆกันออกมาแต่ดอกเบี้ยมันตกลงไปอยู่ที่ 5% จะดีกับเราไหม? แหม ของเราก็ยังได้ 10% เหมือนเดิมซิครับ แต่คนอื่นได้ 5% ซะแล้ว แต่กลไกลของตลาดตราสารหนี้นั้นจะทำให้ 10% ที่เราถือนั้นเปลี่ยนไป เนื่องจากผลตอบแทนอ้างอิงในตลาดมันลดลง ในทางการเงินนั้นก็ทำให้ Yield มันเปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะฉะนั้น ในเมื่อใครๆเห็นเราได้ 10% ก็คงอยากจะได้ เพราะเขาซื้อกันตอนนี้ที่ออกใหม่ก็ได้แค่ 5% พอเป็นเช่นนี้แน่นอน ตัวตราสารหนี้ที่ 10% นั้นจะถูกปรับราคาขึ้นทันที
ถ้ามองในมุมกลับ ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ถ้าเราได้ซื้อตราสารหนี้ 5% อยู่ๆ ก็มีตัวคล้ายๆกันออกมาอยู่ที่ 10% ล่ะ ? ใครๆก็ต้องขาย 5% ออกมาซื้อ 10% อยู่แล้วล่ะ ราคา Bond ที่เราขายก็จะเกิดการ Discount ขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วงที่เราไม่รู้จะลงทุนอะไร อะไรก็ไม่แน่นอนผมก็มองไว้ว่า “ลงสั้นเข้าไว้ๆ “
November 15, 2009
· Filed under My Favorite Music · Tagged ลมหนาว , เพลง , song , thai
ผ่านลมหนาว จะกี่คราวก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครให้ใจอุ่น
อยากจะหา คนที่ทำให้ใจสมดุลย์ แต่ไม่เคยสมหวังสักที
ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง ไม่มีคนคอยคิดถึง
อยากมีใครให้รักให้ซึ้ง เหมือนคนอื่นเขา
ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง คล้ายฤดูกาลยิ่งเหงา
ต้องทนหนาวกับใจที่เหงา คนเดียวอย่างเดิม
ลมหนาวมาเมื่อใด ใจฉันคงยิ่งเหงา
คืนวันที่มันเหน็บหนาว ไม่รู้จะทนได้นานเท่าไร
ลมหนาวมาเมื่อใด กลัวฉันกลัวขาดใจ เพราะหัวใจ
ที่มันอ่อนไหว ไม่เคยได้รักจากใคร เสียที
Sources & Special Thanks:
Music Video : www.youtube.com
Lyric : www.siamzone.com
November 15, 2009
· Filed under Banking & Investment · Tagged การชำระเงิน , Payment , Collection , credit , Finance , L/C , การเงิน , trade , account , bill , D/P , D/A , Document , acceptance , open , ตั๋วเงิน , การเงินระหว่างประเทศ , Letter
สำหรับตอนนี้มาพูดถึง Bill for Collection กับ Letter of Credit นะครับ มีหลายคนถามอยู่เยอะเหมือนกันว่า B/C กับ L/C มันเป็นเอกสารเหมือนกัน มันจะทำหน้าที่ต่างกันมากมายขนาดไหน? หากมีการเบี้ยวเงินกันเกิดขึ้นแบบว่าผู้ซื้อไม่ยอมจ่ายตังจะมี process ต่างกันไหม ก็จะขอพูดในเชิงของการ Take Action ของตัวกลางอย่างธนาคารแล้วกันนะครับว่า เมื่อมีการส่งของให้กันแล้ว แล้วมีการเบี้ยวหนี้ B/C กับ L/C จะมีกลวิธีเดินเกมส์กันอย่างไร ก็เดี๋ยวมาเริ่มจาก Basic ก่อนแล้วกันนะครับ
Bill of Collection (B/C) นั้นคือเอกสารเรียกเก็บเงินลูกค้า เมื่อผู้ส่งออกส่งของไปยังผู้นำเข้าอีกที่หนึ่ง เขาก็จะผ่านตัวกลางของธนาคารเนี่ย ซึ่งถ้าเป็นการซื้อขายแบบเสี่ยงที่สุดก็จะไม่มีเอกสารให้ดูส่งไปแล้วไปรับเลย แต่พอเป็นลักษณะของ B/C นั้นก็จะมีเอกสารอยู่ 2 ชนิด คือ Document Against Payment (D/P) และ Document Against Acceptance (D/A) โดย D/P เนี่ยหมายถึงว่าผู้นำเข้าก็ต้องยอมจ่ายตังก่อนแล้วค่อยเอาของไปได้ ส่วน D/A เนี่ยก็เป็นลักษณะยังไม่จ่ายหรอกแค่ขอ Credit ไปก่อนว่าจะเอาไปกี่วันๆแล้วค่อยเอามาจ่ายที่หลัง ถามว่าอะไรเสี่ยงกว่าก็แน่นอน D/A ก็ต้องเสี่ยงกว่า D/P อยู่แล้วล่ะ ส่วน Letter of Credit หรือ L/C นั้นก็ออกในเชิงเป็นเอกสารสัญญา เช่นเดียวกันเมื่อเอกสารครบทางธนาคารมีหน้าที่ต้องจ่ายตัง
การ Take Action ของธนาคารในกรณีที่ใช้ตั๋ว D/A กับการใช้สัญญา L/C นั้นต่างกันนะครับ ดูเผินๆมันก็คือเอกสารเหมือนกัน แต่ธนาคารมีสิทธิกระทำต่อคู่ค้าไม่เหมือนกัน การที่ผู้นำเข้าไม่ยอมจ่ายตังใน D/A นั้น ธนาคารเองจะไม่มีการจ่ายเงินไปให้ผู้ส่งออก แม้จะผลัดวันประกันพรุ่งไปอีกกี่ 10 ปี แต่ถ้าไม่จ่าย ธนาคารก็ไม่มีขึ้นเงินให้ ธนาคารจะทำได้อย่างเดียวคือเจราจาให้มีการจ่ายตัง ธนาคารจะจ่ายให้เมื่อผู้นำเข้าได้ชำระเงินเป็นที่เรียบร้อย แล้ว ส่วนใหญ่แล้วการที่มีการใช้ตั๋ว D/A เพื่อออกของ ผู้นำเข้าจะต้องเซ็นรับไปว่าออกของไปแล้วนะ การเซ็นรับตรงนั้นแหละที่เราสามารถนำไปแสดงเป็นหลักฐานได้ว่ามีการเอาของออกไปจริง (แม้เขาจะไม่จ่ายเงินก็ตาม) แล้วค่อยว่ากันในกระบวนการประจานหรือเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อไป
ในกรณีของ L/C นั้นต่างกัน ตัวนี้เป็นสัญญาที่จะต้องมีการค้ำประกันและมีวงเงินเกิดขึ้น การที่มีการค้าขายกันอย่างถูกต้องแล้ว เมื่อธนาคารเห็นเอกสารครบ ธนาคารจะจัดการชำระเงินทันที นั่นหมายความว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามธนาคารก็จะเป็นผู้จัดการให้มีการชำระเงินเกิดขึ้นตามสัญญา แต่ถ้าเกิดผู้นำเข้าไม่ชำระเงินหล่ะ? มันก็จะต่างกับ B/C D/A ตรงที่ว่า ธนาคารจะไม่รีรอที่จะรอลูกค้ามาจ่ายตัง แต่จะมีการไล่เบี้ยกันเกิดขึ้น โดยเมื่อธนาคารได้ชำระเงินให้กับผู้ส่งออกแล้วก็จะแจ้งไปยังธนาคารของฝั่งผู้นำเข้าให้จ่ายตัง ซึ่งธนาคารอีกฝั่งต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่นเดียวกัน (ยกเว้นกลุ่มประเทศที่ Credit ต่ำๆ อาจจะหายหนีไปเลย) ซึ่งผู้นำเข้าก็ต้องโดนไล่เบี้ยให้จ่าย ถ้าไม่จ่ายธนาคารก็จะทำการ Take Action อย่างเช่นการหักเงินเป็นสินเชื่อกินดอกเบี้ยอะไรกันไป เป็นการบีบบังคับกันทางอ้อม ซึ่งนั่นแหละทำไมคนเปิด L/C ซึ่งจะต้องมีกระบวนการขอวงเงินด้วย
ต่างกันอยู่นิดๆนะครับแต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้หลายๆคนเลย จริงๆแล้ว Term การชำระเงินมีอยู่ 4 แบบ Advance Payment/ Open Account / Bill for Collection / Letter of Credit ซึ่งแต่ละอันก็ต้องดูว่าจะใช้อันไหนตามความเหมาะสมกับคู่ค้านะครับ
November 14, 2009
· Filed under Banking & Investment · Tagged average , การลงทุน , การเงิน , ลงทุนเฉลี่ย , bear , bull , costing , DCA , dollar , Finance , investment , price , volume
วันนี้มาเล่าเรื่อง Dollar Costing Average ซักหน่อยดีกว่า ช่วงนี้มีคนถามผมบ่อยมากจริงๆว่า วิธีการของ DCA ที่ว่าเนี่ย มันจะดีแล้วได้ผลจริงๆหรอ? ผมจะบอกได้เลยครับว่ามันจะได้ผลดีจริงๆในระยะยาว ผมชอบมองว่ามันคือ Double Reaction – Attack & Defensive บางคนหวังผลในระยะสั้นแต่ผมว่ามันไม่เวิคหรอกครับ หลายๆคนที่ผมแนะนำนั้นลงไปแค่ 2 ทีแล้วบอกว่าไม่เข้าตาแล้วผ่านไปแค่ 2 เดือนไม่เห็นผล ซื้อๆขายๆมันกว่า ผมก็จะบอกว่าใช่แล้ว อันนี้เป็นการลงทุนนะครับ ไม่ใช่การเกร็งกำไร
มีคำถามว่าระยะยาวมันจะ Work แน่หรอ? เพราะหุ้นลงเอาๆ ในเมื่อเข้ามาในตลาดทุนแล้วผมเองก็อยากจะบอกให้ทุกคนเชื่ออย่างหนึ่งคือ “ทุกบริษัทหวังผลกำไรและความก้าวหน้า” นั่นไม่ได้หมายความว่าผมหมายถึงหุ้นทุกตัวนะครับ บางตัวเป็นหุ้นปั่นไม่ได้สะท้อนภาวะที่ดีในระยะยาวที่แสดงผลกำไรจริง บางตัวออกหุ้นมาล้างหนี้ บางตัวดีๆอยู่เกิดอะไรก็ไม่รู้เจ๊งขึ้นมา ตรงนี้เราต้องเลือกดีๆ รับความเสี่ยงกันไป ถ้าใครนึกไม่ออกว่าจะลงทุนกับหุ้นตัวไหนผมก็คิดว่าลองไปเล็งๆเอาที่ SET50 แล้วกันนะครับ ไม่ต้องไปลงกองทุนหรอก ถ้าอยากลงกองทุนผมว่าไปดูว่ากองทุนที่ผลงานดีๆ แล้วเราชอบ ลงอะไรแล้วก็ลงตาม Port เขาก็ได้ ห้าห้า (กองทุนจะว่าผมไหมเนี่ย)
เรื่องของการทำ DCA นั้นผมจะบอกว่าข้อดีที่เป็น Double Reaction นั้นเพราะในตลาดหุ้นเนี่ยมันมีอยู่แค่ 2 Action ล่ะครับ ไม่ Bear – ขาลง ก็ Bull – ขาขึ้น แล้วที่ผมบอกว่ามันเป็นหลักของการทำ Attack & Defensive เนี่ยไม่ผิดหรอก เพราะ Bear ยิ่งลงมากคุณจะได้ Volume ที่สูงมากสะสมไว้เยอะๆ พอขึ้นแล้วตีขายกลับได้กำไรงาม แล้วก็เป็น Bull ก็เช่นกัน สะสมได้น้อยแต่ Attack ได้เยอะเพราะ Price มันจะราคาสูงขึ้นยังไงก็กำไร
Bear Market
มีคนบอกว่าหุ้นลงแล้วตามซื้อมันจะดีหรอ? สำหรับผมหรอ “ดีซิ” ยิ่งหุ้นลงปริมาณเงินที่ลงทุนเท่าเดิมนั้นจะทำให้ผมได้ “จำนวนหุ้นที่มากขึ้น” แล้วราคาเฉลี่ยนั้นมันจะถูก Weight ลงไปเรื่อยๆด้วยนะครับ ไม่ใช่ ซื้อครั้งแรก 100 บาท ซื้อครั้งที่ 2 ราคา 50 บาท ราคาเฉลี่ยจะเป็น 75 บาท ผิดค๊าบบ เพราะถ้าคำนวณดีๆอย่างมีการ Weight แล้วมันจะดันต้นทุนต่ำไปกว่านั้นอีกเพราะ Volume เป็นตัวดันต้นทุนลง ราคายิ่งลง จำนวนหุ้นยิ่งมากและเป็นผลทำให้ ราคาเฉลี่ยลงตามครับ
จากรูปจะเห็นได้ว่าการลงทุน 1,000USD 4 ครั้งในขาลง มันจะไม่ใช่การหารตรงๆด้วยจำนวน 4 ครั้งเพื่อได้ค่าเฉลี่ยของการลงทุน แต่จำนวนราคาเฉลี่ยหุ้นมันจะถูกลดลงไปเรื่อยๆตามที่จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นจนท้ายสุดจะเบนค่าไปทางส่วนที่ต่ำกว่า แล้วเมื่อหุ้นดีดกลับไปเมื่อไหร่ก็ลองคิดดูเล่นๆนะครับว่าเราจะกำไรสุดยอดขนาดไหน
Bull Market
อันนี้ก็เป็นการลงทุนขาขึ้นนะครับ ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกคนชอบอยู่แล้วล่ะ มันก็ดีเหมือนกันเพราะผมจะได้ “ราคาที่สูงขึ้น” คิดง่ายๆ วันนี้ซื้อ 30 พรุ่งนี้ราคา 40 ใครๆก็ชอบยิ่งขึ้นเรายิ่งดีใจ แต่ถ้ามองในมุมของการลงทุนระยาวนั้นการใช้ DCA ในขาขึ้นมันจะทำให้เราได้ Volume ที่น้อยลงไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งดีนะครับเพราะมันจะเป็นจุดตัดความเสี่ยงของเราไปในตัวไม่ให้เราลงทุนมากขึ้นตามราคาและความเสี่ยงที่สูงขึ้น
Bull คงไม่ต้องอธิบายมากใครๆก็อยากให้เกิด ขายได้ขายดี ตรงนี้ถ้าสังเกตดีๆ Volume จะลดลงเรื่อยๆตามราคาที่ปรับสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยของราคานั้นไม่ได้ปรับตามอย่างรวดเร็วตามราคาหุ้นด้วยนะครับ มันจะค่อยๆดีดออกจากฐานที่ดึงด้วย Volume จำนวนมากๆไว้ แล้วค่อยๆปล่อยเราขึ้นไปเก็บทีละนิดๆ
อย่างว่านะครับ ในความเป็นจริงแล้วหุ้นมันไม่ได้ Bull / Bear อย่างเดียวหรอก สุดท้ายมันจะต้องมีสลับกันไปสลับกันมาซึ่งตรงนี้ผมก็จะบอกได้ว่า DCA ก็ช่วยทำให้ทุกคนคลายกังวลจากความเสี่ยงตรงนี้ได้เพราะสุดท้ายหุ้นเราจะอยู่ในระดับราคาที่มี Weight ของ Volume ให้มันอยู่ต่ำๆ พอในระยะยาวก็ขายนะครับ แต่ตรงนี้ก็อย่าลืมหาจังหวะด้วยล่ะโดยเฉพาะเวลาจะเพิ่มเงินลงทุน เพราะพอเพิ่มแล้วกลายเป็น Weight จะทุกดัน ขึ้นตามเงินลงทุนเลยเวลาเพิ่มเงินลงทุนผมยังแนะนำให้เพิ่มช่วงขาลงนะครับ มันจะได้ไปสะสมหุ้นก่อนแล้วพอหุ้นขึ้นตรงนั้นจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าไป Weight ขาขึ้นแล้วเกิดอยู่ๆมันลง กว่าจะถัวเฉลี่ยกันไปได้ก็ใช้เวลานานอยู่
จบแระครับ ยังไงก็ลองเอาเครื่องมือนี้ไปใช้ปฏิบัติดูนะครับ ผมกำไรกับวิธีการนี้แหละ ^_^