November 9, 2009
· Filed under Banking & Investment · Tagged ตราสารหนี้, Bond, Finance, BEX, การเงิน, investment, การลงทุน, secondary market, ตลาดรอง, หุ้นกู้
เขียนเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2552
เขียนจากความรู้สึก กรุณาใช้วิจารณญาณ
ตลาดรองหรือ secondary market นั้น ส่วนใหญ่ทุกคนก็คงรู้นะครับว่ามันคือตลาดที่เอาไว้แลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารหนี้ ถ้าเป็น Primary Market ก็คือเอาไว้ซื้อตราสารหนี้ในการเสนอขายครั้งแรก (IPO) แต่ถ้าใครเคยเข้าไปดูในเรื่องของสภาพคล่องของตราสารหนี้อาจจะตกใจได้ว่ามันช่างต่ำจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น BEX หรือ OTC ตามสำนักงานที่ให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง
ถ้าเปรียบเทียบความคึกคักระหว่าง SET ที่เป็นตลาดหุ้นและ BEX ที่เป็นตลาดตราสารหนี้นั้นจะเห็นได้เลยว่าความคึกคักต่างกัน นั่นคือ SET จะซื้อขายกันเยอะมากในขณะที่ BEX ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ความพยายามของผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะสงสัยว่าการที่เรามีตลาดกลางนั้นทำไมทำให้ BEX คึกคักไม่ได้ ในความคิดผมแล้วไม่มีทางหรอกครับเพราะหุ้นและตราสารหนี้นั้น ธรรมชาติมันต่างกัน และผู้ที่ซื้อขายก็ต่างกันเช่นเดียวกัน
ถ้ามองในมุมของผู้ซื้อขายตราสารหนี้แล้ว การไปออกที่ตลาดแรกนั้นส่วนใหญ่ผู้ที่มาซื้อก็จะเป็นขาใหญ่ๆที่มีลักษณะ Maintain Risk ซื้อยาวซื้อเก็บ เช่นบริษัทประกันชีวิต กองทุนบำเน็จบำนานทั้งหลาย คนรวยๆก็ซื้อทิ้งไว้ยาวๆ ถ้าเป็นลักษณะนี้โอกาสที่เราจะไปขอซื้อเขามันก็ใช่ว่าจะง่าย ตราบใดที่เขาไม่ขายเราก็อยู่เฉยๆ นอกจากจะให้ราคาเขาสูงๆๆๆ ซึ่งผมว่าเราเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่าไหม 555 ถ้าเป็น OTC ตามสถาบันการเงินก็ใช้ Matching กันไป ผู้ถือตราสารหนี้ร้อนเงินเมื่อไหร่ก็มีของเมื่อนั้น
ในขณะเดียวกัน ทิศทางของตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ก็ต่างกัน กล่าวคือใน SET นั้นการที่เราซื้อหุ้นก็คือการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของ ธุรกิจดีไม่ดียังไงก็สับเปลี่ยนมือตามการคาดการของแต่ละคนในแต่ละธุรกิจ ผิดกลับตลาดตราสารหนี้ที่เราในฐานะเจ้าหนี้จะถูกกำหนดโดยทิศทางดอกเบี้ยที่มักจะมีแนวโน้มให้เห็นในทางเดียวกันในทุกอุตสหกรรม คนที่ถือก็ถือกันต่อไป ถ้าเราถือ Yield ต่ำๆ ก็คงอยากได้อันที่สูงขึ้นในขณะเดียวกันใครถือ Yield สูงๆก็คงไม่ขายมารับของต่ำๆหรอก (ยกเว้นร้อนเงิน) เรื่องของตลาดรองนั้นผมก็เลยมองว่ามันจะ Boost ได้ยังไง เห็น BEX มันเป็น Case Study ที่บอกอยู่แล้วว่ามันไม่ Work
ได้คุยเล่นๆกับผู้เชียวชาญด้านการลงทุนว่าการที่จะสร้างตลาดรองให้คึกคักได้นั้นจริงๆแล้วอาจจะต้องมาดูซิว่าจะบีบให้รายใหญ่ๆปล่อยของออกมาในตลาดได้อย่างไรเพื่อให้คนโน้นคนนี้ได้ซื้อบ้าง วิธีการนั้นก็อาจจะใช้ Yield ของตราสารหนี้อื่นๆที่ออกมาแล้วมีผลตอบแทนสูงกว่า มาแทนที่ Bond ที่เขาถืออยู่ แล้วปริมาณก็ต้องใหญ่พอที่จะทำให้เขาต้องทิ้งสิ่งที่เขาถืออยู่ในปัจจุบันได้ เมื่อคนใหญ่ปล่อยของแล้วมันก็คงจะพอมีสินค้าให้คนเลือกมากขึ้น ตรงนี้แหละที่พอจะทำให้เกิดความคึกคักในตลาดรองได้ การขยายตลาดอาจจะไม่ใช่ลักษณะการ Bid Offer / Matching อีกต่อไป แต่ใช้วิธีการขยายไปยัง Segmentation อื่นๆโดยหลักการขั้นบันใด แล้วเปลี่ยนถ่ายกันไปตามความต้องการที่มากขึ้นในผลตอบแทนแต่ละบุคคล แต่ตรงนี้สถาบันการเงินต้องเข้ามาช่วยจัดการในการเพิ่มสภาพคล่องดังกล่าวละครับ
คิดเล่นๆนะ เอิ๊กๆ
November 9, 2009
· Filed under Banking & Investment · Tagged การลงทุน, การเงิน, หุ้น, Finance, investment, stock
มีคำกล่าวที่ผมได้ยินบ่อยๆในเรื่องของการซื้อหุ้นว่า คนที่ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนมักจะได้กำไรระยะยาว แต่นักเกร็งกำไรรายวันนั้นส่วนมากจะขาดทุน พูดไปเนี่ยไม่รู้จริงหรือเปล่าเพราะบางคนก็บอกกับผมทุกวันๆว่าเขาเล่นหุ้นได้ทุกวันไม่เคยเสียเลย แล้วการเล่นของเขาเป็นลักษณะของ Net Settlement คือ ซื้อเช้าขายบ่าย พอวันรุ่งขึ้นก็เล่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผมเข้าใจว่าเขาคงเล่นในช่วงหุ้นขาขึ้นและวันที่เขาเล่นนั้นก็คงเป็นวันที่หุ้นขึ้นๆๆๆ ตลอด
ผมก็เลยมานั่งคิดๆว่าการซื้อหุ้นไล่ราคาแล้วขายออก พอวันรุ่งขึ้นก็เข้าไปซื้อใหม่นี่มันคือกำไรทีเห็นได้ชัดขนาดไหน ลองมาคิดเล่นๆดูนะครับว่า ถ้าวันนี้เราซื้อหุ้นราคา 10 บาท พอตอนเย็นขายไป 11 บาท เอ๋… เราได้กำไร 1 บาทต่อหุ้นใช่ไหมครับ ฟังดูดี พอวันรุ่งขึ้น เราก็เข้าไปซื้อหุ้นใหม่ที่ 11 บาท แล้วตอนเย็นขายที่ 12 บาท มองเผินๆก็ได้กำไรรวมกัน 2 วัน คือ 2 บาทใช่ไหมครับ เอ๋… ฟังดูดี แต่ลองคิดดีๆซิ วันที่ 2 นั้น 1 บาทที่ได้จากวันแรกนั้นมันคือต้นทุนของวันที่ 2 ตั้งแต่เริ่มซื้อหุ้นแล้วนะ มันไม่ใช่กำไรซะแล้ว เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วท้ายสุดเราได้ 1 บาทต่างหาก
การที่เราซื้อหุ้นรายวันนั้นผมมองว่า เราไม่ได้กำไรอะไรหรอก จาก 10 – 11 – 12 ทุกวันที่มีการซื้อกลับนั่นคือ ต้นทุน ทั้งนั้น ยังไม่รวมถึงค่า commission ที่เราต้องจ่ายให้กับ โบรกเกอร์ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ถ้ามองละเอียดลงไปอีกจะรู้ว่า ซื้อที่ 10 บาท อาจจะได้ราคาต้นทุน 10.50 บาท ไปขาย 11 บาท จริงๆกำไรไม่ถึง 1 บาทหรอก แต่พอวันรุ่งขึ้นจะซื้อใหม่ ราคาเปิดอาจจะกระโดด 11.50 บาท ซื้อไปซื้อมากลายเป็นต้นทุน 12 บาทซะแล้ว ผมว่าการลงทุนลักษณะนี้สำหรับผมแล้วอาจจะรู้สึกไม่ชอบซักเท่าไหร่ เพราะมันเหมือนซื้อเพิ่มต้นทุน ไม่ได้เพิ่มกำไร
พอมาเทียบดูแล้วการที่เราซื้อ 10 ขาย 11 ซื้อกลับ 11 ขาย 12 เราจะได้กำไรไม่ถึง 1 บาทจากมุมมองการลงทุนครั้งสุดท้ายที่กำไรในครั้งแรกฝั่งกลายเป็นต้นทุนลงไป แต่ถ้าเปรียบเทียบกับการที่เราลงทุน 10 บาทแล้วไปขายที่ 12 บาทในทันที เราจะเสีย commission ครั้งเดียวและไม่เกิดการขายกำไรทำต้นทุน กำไรที่ได้หลังหัก commission นั้นจะสูงกว่า น่าจะได้กำไรที่ 1 บาทกว่าๆ
ตรงนี้ก็คงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนนะครับ แต่ผมมองว่าการ Let Profit Run นั้น น่าจะดีกว่าไหนๆ แต่ต้องใจเย็นและรอในการลงทุนระยะยาว (ซักนิด) ถ้าระยะสั้นผมว่าตามตลาดยาก ผมเองก็คงตามไม่ไหวเหมือนกัน
November 5, 2009
· Filed under Culture & History · Tagged ฝรั่งเศส, France, louis XVI, หลุยส์ 16
เขียนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552
ช่วงนี้การเมืองไทยก็มีปัญหากับเขมรอยู่มากมายทำให้ผมนึกถึงประวัติศาสตร์ช่วงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับ พระนางมารีอังตัวเน็ตที่เป็นเจ้าหญิงแห่งออสเตรีย ถามว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกันยังไงหรือคล้ายยังไงกับสถานการณ์ของไทยกับเขมร มันก็ไม่เกี่ยวกันอย่างแท้จริงหรอก เพียงแต่หลายๆอย่างทำให้ผมนึกถึงจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องของการที่บุคคลคนหนึ่งๆก็สามารถทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างประเทศได้ และนั่นก็จะส่งผลทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่มีลักษณะชาตินิยมมากๆประเทศหนึ่ง
ถ้าใครได้อ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสนั้น จริงๆแล้วตอนที่ประชาชนเอาพระเจ้าหลุยส์ลงจากอำนาจนั้นก็ไม่ได้ใจร้ายอะไรเท่าไหร่หรอก แรกเริ่มเขาก็จะตั้งให้กษัตริย์เขาอยู่เฉยๆไม่ทำร้ายอะไร เพียงแค่ไม่ให้มีอำนาจแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พระนางมารีอังตัวเน็ตหยุดแค่นั้น ต้องอย่าลืมว่าเธอเป็นเจ้าหญิงแห่งออสเตรีย ลูกสาวคนสวยของพระนางมาเรียเทเรซ่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งออสเตรีย-ฮังการี ไม่แปลกที่เธอจะสามารถขอให้พี่ชายเธอพระเจ้าโจเซฟ ประกาศศึกกับฝรั่งเศสเพื่อช่วยเหลือนาง
มันก็ไม่ใช่แค่ออสเตรียหรอกครับ ครอบครัวของหลุยส์ 16 นั้นได้ ขอความเห็นใจไปยังรัฐบาลนานาประเทศในยุโรปให้ช่วยคืนอำนาจกับเขา ซึ่งการที่ทำเช่นนี้มีหรือที่ชาวฝรั่งเศสจะชอบใจที่อยู่ๆเห็นคนมีอำนาจไปขอความเห็นใจประเทศอื่นให้ส่งกองกำลังมาฆ่าฟันชาวฝรั่งเศสเพื่อคืนอำนาจให้กับตน ยิ่งทำคนก็ยิ่งเกลียด ทั้งครอบครัวของหลุยส์ที่ 16 จึงถูกจองจำ ไม่ใช่ว่าคนไม่รักราชวงศ์ทั้งประเทศนะครับ บางส่วนก็รักอยู่แต่เมื่อศัตรูกลายเป็นคนต่างชาติ แน่นอนคนฝรั่งเศสก็มาร่วมมือกันสู้ อย่างที่ทุกคนทราบว่าการจะจัดการกับศัตรูภายนอกประเทศได้นั้นจำเป็นที่จะต้องจัดการภายในซะก่อน
ทันทีที่มีการหนีก็ยิ่งเป็นการเปิดประตูให้ผู้คนกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศกับประเทศ เมื่อโดนจับได้ก็ถูกจองจำ ข่มขู่ข่มเห่ง ถูกนำไปขึ้นศาลในข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการนำต่างชาติเข้ามารุกรานฝรั่งเศส ให้การสนับสนุนในการเกิดสงครามการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลทำให้ถูกตัดสินให้จบชีวิตด้วยการถูกประหารทั้ง หลุยส์ และ มารี แต่นั่นก็ไม่ได้จบสิ้นแค่นั้นหรอก ฝรั่งเศสต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกมากมายกว่าจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่
เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเรากำลังเผชิญกันอยู่หรือเปล่า ? แค่รู้สึกว่าประวัติศาสตร์มักจะมาในแนวทางเดียวกัน เนื้อหาเดียวกันแต่สาระต่างกัน ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อแต่ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ทางออกที่ดีขึ้นแน่ๆเพราะอย่างน้อยภาคประชาชนไทยจะเข้มแข็งขึ้นและทิศทางหลังจากเหตุการณ์ร้ายๆผ่านไปเราก็จะสู่ความเจริญมากยิ่งขึ้นไม่ต่างกับประเทศชาติอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเราแล้ว
November 4, 2009
· Filed under Banking & Investment · Tagged การธนาคาร, การลงทุน, การเงิน, Banking, cut loss, Finance, investment
เขียนเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2552
“Cut Loss เลยดีไหม?”
คำนี้เป็นคำถามที่ผมจะได้ยินอยู่ทุกวันจากเพื่อนๆของผมที่ลงทุนในหุ้นแล้วเกิดอาการกลัวเลขสีแดงติดลบแรงๆ ทุกครั้งผมก็จะถามว่าเหตุผลของการ Cut Loss คืออะไร ถ้าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆก็จะบอกว่า “โบรกเกอร์บอกเพราะจบรอบแล้ว” ถ้าคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นซักระยะก็จะบอกว่า “จะได้ไปรับตอนมันลงไปอีก” แหม มันก็พูดยากเหมือนกันนะครับว่าแต่ละคนจะมีการตัดสินใจยังไร ทำไมหลายๆคนได้กำไรนิดๆหน่อยๆถึงขาย แต่พอติดลบเยอะๆกลับไม่กล้าขาย
ทุกครั้งก่อนที่ผมจะแนะนำเพื่อนๆว่าควรจะตัดขาดทุนโดยการ Cut Loss นั้น ผมก็จะถามก่อนว่าลงทุนระยะสั้นหรือยาว ถ้าสั้นเนี่ยยืมตังใครมาเล่นเปล่า ถ้ามันต้องเสีย X 10 เท่าเพราะไปกู้ยืมเงินมาเล่นก็ช่วงไม่ได้จริงๆ ไม่กล้าตัดสินใจให้เพราะไม่ใช่ว่าขายไปแล้วเกิดหุ้นขึ้นขึ้นมาผมนี่แหละจะโดนว่าคนแรก แต่ถ้าใครลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาวผมก็จะยกตัวอย่างร้านก๋วยเตี๋ยวให้เพื่อนฟังเสมอๆ
ผมมักจะบอกว่า การซื้อหุ้นก็เหมือนการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ผมไม่แปลกใจหรอกถ้าเกิดวันนี้มีใครซักคนลงทุนเปิดร้านใหม่ มีการปลูกตึกใหม่สร้างเป็นร้าน ซึ่งอาจจะลงทุนเพียง 2 ล้านบาทก็จะมีร้านได้ แต่ถ้าอยู่ๆอีก 2 เดือนต่อมา ราคาสินค้าต่างๆ เช่นสี เหล็กมันถูกลง ก็อาจจะมีร้านข้างๆเปิดขึ้นมาด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าคือ 1 ล้านบาท เราอาจจะเสียดายว่าทำไมเราลงทุนแพงกว่า แต่การ Cut Loss คือการ ทิ้งร้านของเราไปเฉยๆแล้วไปปลูกใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม เราซื้อมา 2 ล้าน ต้องขายไปเหลือ 1 ล้าน แล้วต้องรอ ราคาสี ราคาเหล็กมันมาสร้างร้านให้เราในราคา 8 แสนหรือ? ผมว่ามันไม่คุ้มหรอกกับการที่ต้องมานั่งเสี่ยงในเรื่องราคาใหม่ๆที่ไม่รู้จะได้อย่างที่พอใจหรือเปล่า เสียค่านายหน้าคอยสร้างร้านให้อีก เสียโอกาสโน้นนี่เต็มไปหมด
ต้นทุนเราอาจจะสูงกว่าคนอื่นแต่อย่าลืมว่า Main Business คือขายก๋วยเตี๋ยว ตราบใดที่ร้านเรายังมีคนมากิน มีกำไรเข้าร้าน ผมว่าไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าราคาอสังหามันจะตกขนาดไหน ซักวันหนึ่งถ้าเราขายได้ดี มีชื่อร้านก๋วยตี๋ยวติดตลาดแถวนั้น อสังหาของเราที่เราทำการค้าอยู่รวมถึง Brand ของร้านเราก็จะกลับมาเป็นที่ต้องการจะมีขอซื้อต่อแน่ๆอยู่แล้วหล่ะ
ต้นทุนแพงไม่ใช่หมายความว่าทำกำไรไม่ได้นะครับ เราอาจจะลงทุนผิดจังหวะ แต่ถ้าเราเลือกธุรกิจที่ดี ยังไงก็ไม่จำเป็นต้อง cut loss หรอก เสียเวลา เสียคอมมิชชั่น เสียโอกาสและเพิ่มความเสี่ยงในราคาอีก เราอาจจะรอนานกว่าคนที่ลงทุนถูกจังหว่ะซักหน่อย แต่ไมช้าไม่นานธุรกิจที่ดีก็จะพาเรามีกำไรแน่ๆครับ รับรอง
November 3, 2009
· Filed under Travel & Journal · Tagged japan, ญี่ปุ่น, tokyo, shibuya, โตเกียว, ชิบุย่า, hachiko, ฮาจิโกะ
Shibuya เป็นย่านหนึ่งที่สำคัญมากๆใน Tokyo เลยนะครับ ที่นี่มีคนมากมายหลากหลายทั่วสาระทิศมารวมกัน ผมเคยพูดเล่นๆกับเพื่อนผมว่า “ถ้ายุธยาไม่สิ้นคนดี ชิบุย่าก็คงไม่สิ้นผู้คน” จะเดินไปยังชิบุย่ากี่โมงๆ ก็ยังมีคนให้เห็นอยู่เสมอล่ะครับ เวลาไปเดินไปที่สี่แยกชิบุย่าก็คงแปลกใจกันมากว่าคนเขาข้ามถนนกันทีข้ามกันเป็นพันเป็นหมื่นคน จนสี่แยกนั้นต้องทำไฟจราจรให้สามารถข้ามกันแบบได้ทุกฝั่งในคราวเดียวกัน จะข้ามฝั่งหรือทะแยงฝั่งก็เอาเลย แยกชิบุย่าจึงกลายเป็น Model หนึ่งที่บรรดาฝรั่งมังค่าเอานวัตกรรมการจัดการพวกนี้ไปใช้ในประเทศของเขา อย่างที่ Oxford Street นั้นก็ได้เอาไปใช้เป็นที่เรียบร้อย และผมว่าคงจะมีอีกหลายเมืองที่จะใช้ตามกันมาแน่ๆ
Shibuya นี้จะมีรูปปั้นของสุนัขตัวหนึ่งสร้างไว้หน้าสถานีรถไฟเลยล่ะครับ เจ้าสุนัขตัวนี้แหละที่เป็นตำนานอมตะที่หลายๆคนคงจะได้ยินตั้งแต่เด็กๆที่ว่า “มีสุนัขตัวหนึ่งรอเจ้านายของมันทุกๆวันโดยที่ไม่รู้หรอกว่าเจ้านายมันไม่มีวันกลับมาแล้ว” ตำนานนี้เกิดที่หน้าสถานีรถไฟ Shibuya เมื่อเจ้าสุนัขที่ชื่อว่าฮาจิโกะนั้นผูกพันกับเจ้านายของมันมากๆ เขาจะมายืนรอรับเจ้านายทุกๆวันในเวลาที่เจ้านายจะมาถึงแล้วกลับบ้านด้วยกัน เจ้านายที่ว่าเนี่ยคือศาสตราจารย์อุเอะโนะ สอนที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งท่านเกิดถึงแก่กรรมกะทันหันจึงไม่ได้กลับมาในขณะที่เจ้าสุนัขแสนน่ารักตัวนี้ก็รออยู่
ฮาจิโกะใช้เวลารอเจ้านายมาอีก 10 ปีจนตาย แต่มารอแค่ช่วงที่เจ้านายเขาจะกลับมานะครับ ไม่ได้รอเช้ายันเย็น จนมีคนนำเรื่องของฮาจิโกะไปตีพิมพ์ คนก็เลยยกย่องให้เป็นสุนัขยอดกตัญญูครับ ใครผ่านไปผ่านมาที่สถานีชิบุย่า อย่าลืมไปถ่ายรูปกับสุนัขในตำนานนี้ล่ะครับ ผมว่ายังไงฮาจิโกะก็คงเป็นตำนานของชิบุย่าตลาดการ
พูดไปแล้วก็ลองกลับมาย้อนนึกดูตัวเองครับว่า “ยังมีใครที่รอเราอยู่หรือเปล่า?” ถ้าคิดออกแล้วก็อย่าลังเลที่จะทำให้เขาไม่ต้องรอนะครับ ดีกว่าเราจะไม่มีโอกาสได้ทำเมื่อมันสายเกินไปเสียแล้ว
บางทีผมเองก็อาจจะเป็นคนรอใครซักคนอย่างมีหวังโดยที่ไม่รู้ว่าเขาไม่มีวันกลับมาแล้ว